การดูแลผิวหน้า ด้วย 3 ขั้นตอนง่ายๆ

การดูแลผิวหน้าเป็นเรื่องที่สำคัญมากและต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะผิวหน้าของเราต้องเจอกับมลภาวะต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ฝุ่นควัน แสงแดด ความร้อน รังสียูวี เหงื่อไคล รวมถึงเครื่องสำอางที่เราต้องใช้แต่งหน้าในแต่ละวันด้วย การดูแลผิวด้วย 3 ขั้นตอน คือ คลีนเซอร์ หรือ โฟมล้างหน้า มอยเจอร์ไรเซอร์ และ ครีมกันแดด จึงเป็น 3 ขั้นตอนหลักในการดูแลผิวที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียวค่ะ เพื่อให้ผิวมีโครงสร้างผิวที่แข็งแรง และมีความชุ่มชื้น เพื่อป้องกันการเกิดสิว จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย ความแห้งตึง และปัญหาผิวต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากมลภาวะและกิจวัตรประจำวัน การดูแลผิวด้วยคลีนเซอร์ หรือ โฟมล้างหน้า มอยเจอร์ไรเซอร์ และครีมกันแดด จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยค่ะ

การดูแลผิวหน้า ด้วย 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 คลีนเซอร์ หรือ โฟมล้างหน้า

คลีนเซอร์ มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดผิว กำจัดสิ่งสกปรก ความมัน และเชื้อแบคทีเรีย

โดยส่วนผสมหลัก ๆ ก็คือ สารทำความสะอาดผิวหรือในวงการวิทยาศาสตร์จะเรียกกันว่า ‘สารลดแรงตึงผิว’ สารนี้มีหลายประเภทในเลือกใช้ ส่วนมากที่ใช้ในคลีนเซอร์จะเป็นประเภทประจุลบและไม่มีประจุ เพราะมีความอ่อนโยนต่อผิวสูง สามารถใช้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี

หลายคนมักรู้คลีนเซอร์ในนามของ โฟมล้างหน้า แต่จริง ๆ แล้วคลีนเซอร์มีให้เลือกใช้มากถึง 7 ประเภท ตามสภาพผิว ปัญหาผิว และความชอบของแต่ละคน

คลีนเซอร์กับสภาพผิวและปัญหาผิว

1. โฟมล้างหน้า – มีหลายสูตรให้เลือก เช่น รักษาสิว คุมมัน ขาวกระจ่างใส โดยส่วนใหญ่จะเหมาะกับผิวมัน ผิวหมองคล้ำ และผิวเป็นสิว

2. เจลล้างหน้า – ส่วนใหญ่จะเป็นสูตรควบคุมความมันและรักษาสิวโดยที่ยังคงให้ความชุ่มชื้นอยู่ เหมาะกับผิวผสม ผิวมัน และผิวแห้ง

3. สบู่ล้างหน้า – มีส่วนผสมที่มีฤทธิ์ค่อนข้างแรงและอาจทำให้ผิวแห้งตึง จึงไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและผิวแห้งถึงแห้งมาก ส่วนใหญ่ช่วยในเรื่องความขาวกระจ่างใส ปรับสีผิวจากผิวหมองคล้ำให้ขาวมากขึ้น เหมาะกับผิวหมองคล้ำ

4. สบู่ซินเดท – เป็นสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อนลง เข้ากับผิวได้มากกว่าสบู่ล้างหน้าปกติ ทำให้สามารถใช้ในหลากหลายผิวมากขึ้น มีหลากหลายสูตรให้เลือก เช่น ลดสิว รักษาสิว ปรับสีผิวให้กระจ่างใส แต่ยังอาจไม่เหมาะกับผิวแห้งเพราะอาจทำให้ผิวแห้งกว่าเดิม

5. ครีมล้างหน้า – ให้ความชุ่มชื้นสูง เหมาะกับผิวแห้งถึงแห้งมากโดยเฉพาะ และเหมาะกับผิวที่ค่อนข้างแห้ง ต้องการความชุ่มชื้นเป็นพิเศษอย่างผิวอายุ 30+ แต่อาจไม่เหมาะกับผิวมันหรือผิวผสม เพราะอาจจะทำให้ผิวมันมากกว่าเดิม

6. ผงล้างหน้า – มีลักษณะเป็นผงคล้ายแป้ง ข้อดีคือประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ จึงนิยมนำไปใช้สำหรับการพักในแคมป์ การเดินทางไกล หรือการเดินทางที่ต้องการลดน้ำหนักและพื้นที่จัดเก็บสำหรับสิ่งของในการเดินทาง ส่วนใหญ่ผงล้างหน้าจะสามารถใช้ได้ในทุกสภาพผิว

7. สครับล้างหน้า – เป็นคลีนเซอร์ที่มีเม็ดบีตหรือสารสครับผิวผสมอยู่ด้วย ช่วยในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวเก่าและปรับผิวให้ขาวกระจ่างใส เหมาะกับผิวหมองคล้ำและผิวอายุ 30+ แต่ไม่เหมาะกับผิวเป็นสิวเพราะเม็ดบีตหรือสารสครับจะทำให้สิวอักเสบมากกว่าเดิม

ขั้นตอนที่ 2 มอยเจอร์ไรเซอร์

มอยส์เจอร์ไรเซอร์ เป็นสารให้ความชุ่มชื้นและกักเก็บความชุ่มชื้นในผิวให้อยู่ได้ยาวนานมากขึ้น

โดยมอยส์เจอร์ไรเซอร์จะเคลือบอยู่บนผิวทำหน้าที่ปกป้องผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื้นออกไปง่าย ๆ ไม่ว่าจะจากแสงแดด ความร้อน หรือมลภาวะในอากาศก็ตาม อีกทั้งยังช่วยลดความมันส่วนเกินและลดการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันใต้รูขุมขนด้วย

เนื่องจากบนผิวที่มีความชุ่มชื้นที่มากเพียงพอแล้ว ร่างกายจะตอบสนองว่าไม่จำเป็นต้องผลิตน้ำมันออกมาอีก ตรงกันข้ามถ้าผิวของเราขาดความชุ่มชื้นร่างกายจะตอบสนองให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้นเพื่อผลิตน้ำมันออกมาเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่เสียไป

ทั้งนี้การที่ต่อมไขมันทำงานน้อยลงก็จะส่งผลให้มีขนาดเล็กลงไปด้วยและทำให้รูขุมขนมีขนาดเล็กลง ผิวก็จะดูเรียบเนียนมากขึ้น โดยหลัก ๆ แล้วมอส์เจอร์ไรเซอร์มี 2 ประเภทให้เลือกใช้ตามสภาพผิว ได้แก่ แบบ Water-Based และ แบบ Oil-Based

มอยส์เจอร์ไรเซอร์กับสภาพผิว

1. มอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบน้ำ (Water-Based Moisturizer)

เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ไม่มีน้ำมันเป็นส่วนผสม เหมาะกับผิวมัน และผิวเป็นสิว หรือในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนจัด ไม่ต้องการให้บนผิวหน้ามีความมันเยิ้มมากเกินไป มีทั้งแบบเนื้อโลชั่น เนื้อครีม เนื้อเจล เนื้อเซรั่ม และมีทั้งส่วนผสมของสารให้ความชุ่มชื้นทั้งแบบที่สกัดจากธรรมชาติและสารให้ความชุ่มชื้นอย่าง เซราไมด์ กลีเซอรีน และกรดไฮยาลูโรนิก เป็นต้น

2. มอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบน้ำมัน (Oil-Based Moisturizer)

เป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันดอกไม้ โกโก้บัทเตอร์ ปิโตรเลียมเจล เป็นต้น เหมาะกับผิวแห้ง ผิวแห้งมาก และเหมาะกับการใช้ในสภาพที่มีอากาศหนาวจัด ต้องการความชุ่มชื้นมากและต่อเนื่องยาวนาน

โดยน้ำมันจะมีความหนืดกว่าและเคลือบผิวได้ดีกว่า ทำให้ความชุ่มชื้นสามารถอยู่บนผิวได้นานกว่า มีทั้งแบบเนื้อขี้ผึ้ง เนื้อเจล เนื้อครีม เนื้อเซรั่ม

ขั้นตอนที่ 3 ครีมกันแดด

ครีมกันแดด เป็นขั้นตอนการดูแลผิวที่ไม่ควรมองข้างอย่างเด็ดขาด เพราะถ้าผิวของเราโดนทำร้ายทุกวันจากการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงที่มีทั้งรังสียูวีและความร้อนเป็นประจำก็จะทำให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมา เช่น ความหมองคล้ำ ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น ผิวมันขาดน้ำ ริ้วรอย ฝ้า กระ และจุดด่างดำ

ดังนั้นเราจึงต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันก่อนออกจากบ้าน เพื่อป้องกันผิวจากแสงแดดและลดการสัมผัสระหว่างผิวกับแสงแดดโดยตรง ครีมกันแดดส่วนใหญ่แล้วจะมีคุณสมบัติเหมือน ๆ กัน คือ ป้องกันผิวจากแสงแดด

ดังนั้นการเลือกใช้ครีมกันแดดจึงสามารถเลือกได้จากความชอบ เช่น เนื้อสัมผัสที่ชอบ ความหนืด การจายของแสงที่ชอบ ส่วนผสมที่ชอบ สีครีมกันแดดที่เข้ากับผิวของเรา ค่า SPF และค่า PA ที่เราต้องการ เป็นต้น

ค่า SPF และ ค่า PA

ค่า SPF คือ ค่าการป้องกันรังสี UVB

โดยปกติแล้วผิวของเราจะเริ่มเปลี่ยนสีและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแสงแดดอยู่ที่ประมาณ 15 นาที ดังนั้น ถ้า SPF 30 ก็จะสามารถปกป้องผิวได้ 30*15 = 450 นาที หรือ 7.5 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้การที่ครีมกันแดดโดนแดดเป็นเวลานานก็อาจทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดลง ดังนั้นเราจึงต้องทาครีมกันแดดซ้ำในช่วงระหว่างวัน

ค่า PA คือ ค่าการป้องกันรังสี UVA

โดยจะเริ่มเรียงลำดับตั้งแต่ PA + ไปจนถึง PA ++++ คือ มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA เริ่มต้น กลาง สูง และสูงสุด

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general