รูปแบบ ครีมกันแดด : แบบเคมี vs แบบกายภาพ

แสงแดดไม่ว่าจะเป็นแดดเวลาไปทะเล หรือ แสงแดดในวันที่ไปทำงาน ครีมกันแดดแบบไหนที่จะช่วยป้องกันผิวเราได้ดีที่สุด ปัจจุบันมีให้เลือกหลายแบรนด์ หลายสูตรผสมบำรุงผิว หลายรูปแบบมีทั้งเนื้อครีม เนื้อเจล ดูแล้วน่าใช้ไปหมด แต่ก็ยากที่จะเลือกว่า รูปแบบครีมกันแดดแบบเคมี หรือแบบกายภาพ เหมาะกับเรามากที่สุด

รูปแบบ ครีมกันแดด แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบ หลัก ๆ

ซึ่งแบ่งตามการออกฤทธิ์ป้องกันผิว แบบเคมี (Chemical) และแบบกายภาพ (Physical) ดังนั้นการเลือกใช้ครีมกันแดดทั้ง 2 แบบจึงสำคัญ ต้องเลือกว่าเหมาะกับผิวแบบไหน ควรใช้เมื่อไหร่ แล้วมีข้อดี อย่างไรต่อสภาพผิว

แบบเคมี (Chemical)

วิธีทาครีมกันแดด

สามารถป้องกันแดดให้ผิวโดยดูดซับรังสี UVA / UVB เอาไว้ให้ซึมลงไปสู่ผิวชั้นในให้น้อยที่สุด ส่วนมากมักจะมีเนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย สามารถผสมสารเคมีต่าง ๆ ลงไปได้ง่าย รวมไปถึงสารบำรุงผิวด้วย ดังนั้น จึงเรียกครีมป้องกันแดดชนิดนี้ว่า ครีมกันแดดแบบเคมี หรือ กันแดดดูดซับรังสี นิยมใช้สำหรับผิวหน้า

เราควรใช้ครีมป้องกันแดดแบบเคมีเมื่อไหร่

ถ้าไม่ต้องออกกลางแดดบ่อย ๆ SPF15 ค่าPA++ ก็พอค่ะ ควรดูส่วนผสมให้ละเอียด ถ้าหากผิวแพ้ง่าย ผิวมันต้องเลี่ยงสารเคมีบางชนิด เพื่อเลี่ยงการแพ้ครีมกันแดด รูขุมขนอุดตัน ถ้าต้องออกไปกลางแดด ต้องทาครีมแล้วทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ถ้าแดดจัด ต้องทาเพิ่มทุก 2 ชั่วโมง เนื่องจากเมื่อถูกเหงื่อ หรือ น้ำ ประสิทธิภาพในการดูดซับรังสี UV ลดลง

 

ทำไมเราควรใช้ครีมป้องกันแดดแบบเคมี

  • เนื้อกันแดดแบบเคมีเหมาะสำหรับผิวหน้า สามารถทาลงบนผิวก่อนแต่งหน้าได้
  • ทาไม่บาง หรือ หนาจนเกินไป ทาทั่วผิวหน้า ลำคอ ควรเลือกแบบกันน้ำได้ดี เหมาะกับการทาทุกวันเพราะสามารถถูกล้างออกไปได้ ทำให้การป้องกันรังสี UVA / UVB ลดลง
  • ครีมป้องกันแดด มีหลายสูตร มีแบบบำรุงผิวไปในตัว ระหว่างวันสามารถทาทับผิวหน้าได้โดยไม่ทำลายเครื่องสำอางบนผิวหน้า
  • ใช้คู่กับครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ Peptides หรือ Enzymes ได้ง่ายทำให้ไม่ต้องใช้หลายผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันผิว

ข้อเสียของกันแดดแบบเคมี

  • ใช้เวลาในการเซตตัวขึ้นอยู่กับส่วนผสมบางผลิตภัณฑ์ระบุว่าต้องทาทิ้งไว้ 15 นาที – 20 นาทีขึ้นไปถึงจะออกไปข้างนอกได้
  • ต้องทาเพิ่มระหว่างวัน สำหรับบางสภาพผิวอาจทำให้เกิดอาการแพ้แดดง่ายกว่าเดิม
  • เนื่องจากมีสารเคมีหลายประเภทที่ใส่ลงไปในครีม ทำให้กันแดดแบบเคมีอาจส่งผลเสียต่อผู้ที่มีสภาพผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย
  • ยิ่งอยู่กลางแจ้งนาน ๆ ยิ่งต้องมีการทาครีม อย่างถูกวิธี ลงซ้ำบ่อย ๆ อาจจะเพิ่มโอกาสเกิดภาวะรูขุมขนอุดตัน ถ้าเลือกค่า SPF ที่สูงเกินไปยิ่งเกิดการระคายเคืองง่ายขึ้น

แบบกายภาพ (Physical)

กันแดดแบบกายภาพ

ถือเป็นที่รู้จักกันในรูปแบบของครีมป้องกันแสงแดดสำหรับทาตัว มีคุณสมบัติเหมือนฟิล์มกรองแสง เพราะทำงานป้องกันผิวโดยการสะท้อนรังสี UV ออกไป ดังนั้น กันแดดแบบกายภาพทำหน้าที่เคลือบผิวจึงช่วยป้องกันแสงแดดได้ดี

เราควรใช้ครีมป้องกันแดดแบบกายภาพเมื่อไหร่

เวลาที่ต้องออกกลางแจ้ง ไปทะเล หรือจำเป็นต้องอยู่กลางแดด เป็นเวลานาน ดังนั้นกันแดดแบบกายภาพค่อนข้างจะอยู่ได้นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแพ้ความร้อนเพราะคุณสมบัติคือ การสะท้อนรังสี UV ออกไป ไม่เหมือนกันแดดแบบเคมีที่ใช้การดูดซับรังสีเอาไว้

ทำไมเราควรใช้ครีมป้องกันแดดแบบกายภาพ

  • มีส่วนผสมของสารเคมีน้อยกว่า มีโอกาสเกิดภาวะรูขุมขนอุดตันน้อยกว่า
  • ป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้ดี
  • เหมาะกับทุกสภาพผิว และ ผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย
  • กันแดดชนิดนี้ค่อนข้างจะอยู่ได้นาน นอกจากเราจะไปว่ายน้ำ หรือ ดำน้ำ ออกกำลังกายกลางแจ้ง ซึ่งโดนน้ำ และ เหงื่อ อาจต้องทาซ้ำบ้าง
  • ทาแล้วป้องกันแดดได้ทันที

ข้อเสียของครีมป้องกันแดดแบบกายภาพ

  • ตัวเนื้อครีมหนา และค่อนข้างทึบ
  • ต้องใช้ปริมาณมาก เนื่องจากการทำงานแบบสะท้อนรังสี UV เกลี่ยยาก
  • ทาลงบนผิวแล้วเห็นสีขาวชัดโดยเฉพาะบนผิวหน้า ไม่แนะนำให้ใช้กับผิวหน้า โดยเฉพาะถ้าต้องแต่งหน้า หากต้องออกกลางแจ้ง ถ้าละลายจะเห็นเป็นคราบสีขาว
  • หลุดลอกง่าย เมื่อโดนน้ำ หรือ เหงื่อ จำเป็นต้องทาซ้ำ ระหว่างวัน

วิธีทากันแดดก่อนแต่งหน้า

สิ่งที่ควรรู้เวลาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดด

รู้ได้อย่างไรผิวแพ้แดด

ในขณะนี้ ครีมกันแดดพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบเคมี และ แบบกายภาพ และมีหลายสูตรให้เลือกใช้ ส่วนข้อเสียการใช้ครีมได้ถูกปรับ บางสูตรกันแดดแบบกายภาพใช้ง่ายขึ้นสามารถทาได้ทั้งหน้า และ ทาตัว กันแดดแบบเคมีปรับสูตรให้อ่อนโยนขึ้นทำให้ผู้ที่มีผิวบอบบาง หรือ แพ้ง่าย และมีทางเลือกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่เราควรรู้ก่อนซื้อครีมกันแดดนะคะ เราต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิว และ การใช้ชีวิตของเราค่ะ

ปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม

ผลิตภัณฑ์กันแดดควรมีมีคุณสมบัติปกป้องแสงแดดได้ครอบคลุม ( Broad spectrum) ควรมีสารที่ปกป้องผิวทั้งจากรังสี UVA และ UVB ซึ่ง ไม่ใช่ทุกยี่ห้อที่จะมีคุณสมบัติทั้งหมด

ดังนั้นเวลาเลือกซื้อเราควรอ่านคุณสมบัติของส่วนผสมของแต่ละยี่ห้อนั้นให้ละเอียดด้วยนะคะ รวมถึงผ่านการทดลองและได้รับการรับรองว่าป้องกันรังสีทั้ง 2 ชนิดได้จริง เราสามารถดูรายละเอียดจาก ค่า SPF และ ค่า PA ได้นั่นเองค่ะ 

ไม่ผสมน้ำหอม

ควรเลือกครีมกันแดดที่ไม่ผสมน้ำหอม โดยเฉพาะน้ำมันจากลาเวนเดอร์ (Lavender oil) น้ำมันจากพืชตระกูลส้ม มะนาว มะกรูด (Citrus Oil) เพราะทำให้ผิวระคายเคืองง่าย ตรวจสอบบนฉลากจะระบุว่า Fragrance Free หรือ Perfume Free

สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรสังเกตบนฉลากดีๆ ด้วยนะคะ

ไม่ทำให้เกิดภาวะรูขุมขนอุดตัน

ส่วนผสมที่เราควรเช็คดูว่ามีในผลิตภัณฑ์ที่เราตัดสินใจจะซื้อหรือไม่ คือ Zinc Oxide และ Titanium Dioxide อยู่ในกลุ่ม Physical Sunscreen กันแดดแบบกายภาพ ซึ่งไม่ตกค้างหรือดูดซึมสู่ผิว และ ไม่อุดตันรูขุมขนด้วยค่ะ

ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน

ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจาก พืช สัตว์ หรือ แร่ธาตุ จึงเรียกผลิตภัณฑ์กันแดดชนิดนี้ว่า Oil free เพราะส่วนผสมของน้ำมันส่วนใหญ่จะผสมอยู่ในเครื่องสำอาง อาจเป็นที่มาของรูขุมขนอุดตัน อาการแพ้ระคายเคือง หรือ การเกิดสิว

ไม่มีส่วนผสมของพาราเบน

พาราเบนเป็นสารกันเสียชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้ในอาหาร ยา และ เครื่องสำอาง ป้องกันไม่ให้เครื่องสำอางเสียง่าย

ปัจจุบันเราใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น เริ่มมีงานวิจัยต่างๆ แสดงให้เห็นว่า สารตัวนี้มีส่วนเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งของผู้หญิง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม

ปัจจุบัน มีหลายๆ แบรนด์หรือยี่ห้อหันมาใส่ใจเรื่องส่วนผสมแบบธรรมชาติ และ ไม่ผสมพาราเบนลงไป โดยผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Paraben Free จึงสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากกว่า

SPF อย่างน้อย 30 หรือมากกว่า

SPF 30 ป้องกันรังสี UVB ได้ 97% ในขณะที่ SPF มากกว่า 50 ป้องกันได้ 98% ต่างกันเพียง 1% ซึ่งอาจไม่มีความจำเป็นที่ต้องเลือก SPF สูงๆ เป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจผิดว่าค่า SPF ยิ่งสูง ยิ่งดี

สรุปแล้วครีมป้องกันแสงแดดแบบไหนดีกว่า

กันแบบแดดเคมี vs กันแดดแบบกายภาพ ตัวไหนดีที่สุด

มีการนำข้อดีของกันแดดแบบกายภาพมาผสมกับกันแดดแบบเคมี บางทีเรียกกันว่า Hybrid Sunscreen ครีมป้องกันแสงแดดแบบผสม สามารถสะท้อนรังสี และ ดูดซับรังสีในตัวเองได้ และในปัจจุบันยังมีส่วนผสมบำรุงผิวเสริมเข้ามา

ดังนั้น เราควรเลือกจากสภาพผิวของเราและส่วนผสมที่ปลอดภัยค่ะ อย่าลืมนะคะครีมป้องกันแดดที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า SPF อย่างเดียว

ผิวมัน

ผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับผิวมันควรเป็นรูปแบบเจล ซึ่งซึมซับสู่ผิวได้เร็วเพราะมีน้ำเป็นส่วนผสมอยู่มาก กันแดดที่ใช้ควรเป็นแบบ Oil free เพื่อคุมมันระหว่างวัน แอลกอฮอล์ที่ผสมในกันแดดเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความมันบนผิวหน้าอีกด้วย

ผิวแห้ง

ควรเลือกในรูปแบบโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้นานยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์

ผิวบอบบาง

ผิวบอบบางแพ้ง่ายควรเลือกครีมกันแดด สูตรธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมี Non Chemical ไม่ผสมน้ำหอม ไม่ผสมแอลกอฮอล์ ไม่ผสมพาราเบน Oil free

ควรใช้ครีมที่ผลิตมาเพื่อผิวบอบบาง เช่น ผิวเด็ก เป็นต้น ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ใช้ควรเป็นเนื้อเจล เซรั่ม ให้ซึมผ่านผิวได้ง่าย และไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน

ไม่ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงมากไป เพราะมีส่วนผสมของสารเคมีต่างๆ อยู่มาก ทำให้มีโอกาสแพ้ ผิวระคายเคืองมากขึ้น หรืออาจเลือกครีมป้องกันแดดทาหน้าที่ผ่านนการทดสอบโดยแพทย์ผิวหนังว่าไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ (Allergic Tested) ซึ่งมักจะระบุบนฉลากค่ะ

ผิวแพ้ง่าย

กันแดดสำหรับผิวหน้าแพ้ง่าย ควรเป็นเนื้อเซรั่มสูตรน้ำ ไม่เหนียวเหนอะหนะ เกลี่ยง่าย ซึบซับเร็ว ไม่ผสมน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน น้ำมัน ซิลิโคน หรือ สีสังเคราะห์

เพื่อไม่ให้ผิวเกิดการระคายเคือง รูขุมขนอุดตัน และ ไม่ทำให้ผิวแห้ง ทางที่ดีควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี เช่นเดียวกันกับผิวบอบบางค่ะ

หลังจากนี้เวลาที่เลือกซื้อครีมกันแดดไม่ว่าจะเป็นแบบเคมี หรือ แบบกายภาพ เราก็พอจะมีข้อมูลช่วยในการตัดสินใจแล้วนะคะ ไม่ใช่ SPF ที่เป็นตัวชี้วัดคุณภาพ แต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดที่เหมาะกับสภาพผิว ปกป้องผิวเราทั้งจาก UVA ที่ทำให้เกิดริ้วรอย หน้าหมองคล้ำ และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้จากแดด ไม่ว่าจะเป็นกันแดดชนิดใดควรจะกันน้ำ กันเหงื่อด้วยนะคะ

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general