คลีนซิ่ง กับ คลีนเซอร์ ต่างกันยังไง

คลีนเซอร์ คลีนซิ่ง เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่หลายคนสับสนว่าทั้งสองตัวนี้ต่างกันอย่างไร

เพราะด้วยความที่ทั้ง คลีนซิ่ง คลีนเซอร์ ต่างก็มีคุณสมบัติในการทำความสะอาดผิวหน้าเหมือนกัน แต่ต้องขอเกริ่นก่อนเลยว่า แม้ทั้งคลีนซิ่งและคลีนเซอร์จะช่วยทำความสะอาดผิวเหมือนกัน แต่หลักการทำงานและผลที่ได้รับจากการทำงานของทั้งสองตัวนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้แทนกันได้นั่นเอง

วันนี้เราจะมาดูกันแบบลงรายละเอียดลึก ๆ ว่า คลีนซิ่ง กับ คลีนเซอร์ ต่างกันยังไง มีหลักการทำงานอย่างไร และมีวิธีการใช้ที่ถูกต้องอย่างไรบ้าง พร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ  

cleansing คือ

คลีนซิ่ง หรือ Cleansing คือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ลบล้างเครื่องสำอางที่อยู่บนใบหน้าให้หลุดออกไปก่อนที่เราจะล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าหรือคลีนเซอร์ เนื่องจากในเครื่องสำอางมีส่วนผสมของซิลิโคน สารกันแดด และสารอื่น ๆ ที่ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่าและโฟมล้างหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วสารเหล่านี้จะเคลือบอยู่บนผิวหนัง ไม่ซึมลงสู่ผิว หากไม่ล้างเครื่องสำอางออกก่อนจะทำให้สารเคลือบเกิดการจับตัวกันเป็นก้อนและอุดตันอยู่ในรูขุมขน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสิวตามมา

คลีนเซอร์ คลีนซิ่ง

cleanser คือ 

คลีนเซอร์หรือ Cleanser คือ ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ใช้ล้างคราบความมัน สิ่งสกปรก และเชื้อแบคทีเรียให้ออกไปจากผิวหน้า หรือหลายคนอาจเรียกเหมารวมว่า โฟมล้างหน้า ซึ่งในความเป็นจริงคลีนเซอร์มีมากถึง 7 ประเภทให้เลือกใช้กัน ในแต่ละวันผิวของเราต้องสัมผัสกับฝุ่นและควันต่าง ๆ มากมาย รวมถึงกลไกทางร่างกายอย่าง ความมันบนใบหน้าและเหงื่อไคล หากไม่ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ก็จะทำให้เกิดการอุดตันและก่อให้เกิดสิว  

คลีนซิ่ง กับ คลีนเซอร์ ต่างกันยังไง

ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทั้งสองตัวนี้

การทำงาน

คลีนซิ่งจะทำงานโดยการนำพาสารที่มีคุณสมบัติในการเคลือบผิวอย่าง ซิลิโคน สารกันแดด เม็ดสี และอื่น ๆ ออกจากผิว ส่วนคลีนเซอร์จะนำพาไขมัน สิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น เหงื่อ และเชื้อแบคทีเรีย เช่น P. acne ที่อยู่บนใบหน้าออกจากผิว      

คุณสมบัติ

คลีนซิ่งมีคุณสมบัติในการลบล้างเครื่องสำอาง ส่วนคลีนเซอร์มีคุณสมบัติในการชำระล้างสิ่งสกปรก ความมัน และเชื้อแบคทีเรีย 

ลักษณะภายนอก

คลีนซิ่ง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นของเหลวหรือกึ่งเหลว ส่วนคลีนเซอร์มีหลากหลายรูปแบบมาก เช่น กึ่งเหลว โฟม เจล สบู่ เป็นต้น   

การใช้งาน 

ส่วนใหญ่แล้ว คลีนซิ่งจะใช้งานคู่กับสำลีแผ่น เนื่องจากมีสถานนะเป็นของเหลว จะมีบางชนิดที่สามารถปาดและนวดไปบนผิวได้เลย เช่น คลีนซิ่งครีมและคลีนซิ่งบาล์ม มีการใช้งานแบบเช็ดหรือนวดลงไปบนผิวหน้าในขณะที่ยังแห้งอยู่ แล้วล้างออกอีกครั้งด้วยน้ำเปล่าและคลีนเซอร์ ส่วนคลีนเซอร์จะใช้คู่กับน้ำ โดยใช้วิธีการนวดลงไปบนหน้าที่เปียกหรือผสมกับน้ำก่อนแล้วนวดลงบนหน้าเปียก และล้างออกอีกครั้งด้วยน้ำเปล่า 

การเลือกใช้งานในแต่ละประเภท 

คลีนซิ่งจะเลือกใช้ประเภทตามสภาพผิวของแต่ละบุคคล เช่น คลีนซิ่งน้ำเหมาะกับผิวมัน หรือ คลีนซิ่งออยล์เหมาะกับผิวแห้ง ถ้าผิวมันใช้คลีนซิ่งออยล์ก็อาจจะทำให้หน้ามันมากกว่าเดิมและเกิดสิว หรือ ถ้าผิวแห้งใช้คลีนซิ่งน้ำก็จะทำให้ผิวหน้าแห้งกว่าเดิม เป็นต้น

ส่วนคลีนเซอร์จะเลือกใช้ตามความชอบและความถนัดของแต่ละบุคคล เนื่องจากในแต่ละประเภทของคลีนเซอร์จะมีสูตรที่เหมาะกับผิวต่าง ๆ แยกย่อยออกไปอีก เช่น คลีนเซอร์แบบโฟมล้างหน้าก็จะมีแยกย่อยอีกหลายสูตร เช่น สูตรควบคุมความมัน สูตรรักษาสิว สูตรลดผิวแห้ง สูตรให้ความชุ่มชื้น สูตรทำให้ผิวขาวกระจ่างใส เป็นต้น 

ข้อควรระวังในการเลือกใช้ 

คลีนซิ่งให้ระวังในเรื่องส่วนผสมที่อาจมีแอลกอฮอล์ พาราเบน และน้ำหอมผสมอยู่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดการแพ้และระคายเคือง ส่วนคลีนเซอร์ให้ระวังส่วนผสมที่อาจทำให้แพ้ เช่น ในสบู่อาจมีส่วนผสมที่รุนแรงต่อผิวและสารที่เป็นมีคุณสมบัติเป็นเบสมากเกินไป อาจไม่เหมาะกับผิวหน้าที่แพ้ง่าย หรืออาจมีส่วนผสมที่บางคนอาจจะแพ้อยู่ในนั้น เป็นต้น

ดังนั้นก่อนซื้อคลีนซิ่งและคลีนเซอร์อาจต้องอ่านส่วนผสมบนฉลากก่อนซื้อ 

cleanser คือ

ประเภทของ คลีนเซอร์ คลีนซิ่ง

คลีนเซอร์มี 7 ประเภท ได้แก่ 

  1. โฟมล้างหน้า – มีลักษณะเป็นเนื้อโฟม เมื่อผสมกับน้ำจะมีเนื้ออ่อนนุ่มมากขึ้น มีหลายสูตรให้เลือกใช้ตามแต่ละสภาพผิว 
  2. เจลล้างหน้า – มีลักษณะเป็นเจล ส่วนใหญ่จะให้ความชุ่มชื้นและรักษาสิวได้ดี จึงเหมาะกับผิวแห้งและผิวเป็นสิวมากเป็นพิเศษ 
  3. สบู่ล้างหน้า – มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เมื่อผสมกับน้ำและนำมาถูบนมือจะเกิดเป็นฟอง อาจมีส่วนผสมที่รุนแรงและเป็นเบสมาก ทำให้ผิวแห้ง จึงไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและผิวแห้ง แต่ส่วนใหญ่จะมีสูตรที่ช่วยในเรื่องลดความหมองคล้ำ และลดสิว จึงอาจเหมาะกับผิวที่หมองคล้ำหรือเป็นสิว 
  4. ซินเด็ท – มีลักษณะคล้ายสบู่ แต่มีส่วนผสมที่อ่อนโยนและเข้ากับผิวได้ดีกว่าสบู่ มีให้เลือกหลายสูตรตามแต่ละสภาพผิว
  5. แป้งล้างหน้า – มีลักษณะเป็นเนื้อแป้ง เมื่อนำมาผสมกับน้ำจะเกิดฟอง มีให้เลือกหลายสูตรตามแต่ละสภาพผิว
  6. ครีมล้างหน้า – มีลักษณะเป็นเนื้อครีม ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสูง มีให้เลือกหลายสูตรตามแต่ละสภาพผิว
  7. สครับล้างหน้า (Exfoliating Cleanser) – เป็นคลีนเซอร์ที่มีการผสมสครับลงไปด้วย ซึ่งเนื้อในคลีนเซอร์ประเภทนี้จะมีให้เลือกหลายแบบทั้งแบบโฟม ครีม และเม็ดบีท ช่วยผลัดเซลล์ผิว ทำให้ผิวสว่างสดใสมากขึ้น แต่อาจทำให้ผิวไวต่อแสง จึงอาจต้องทาครีมกันแดดหลังล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ประเภทนี้    

คลีนซิ่งมี 7 ประเภท ได้แก่ 

  1. คลีนซิ่งน้ำ – มีลักษณะเป็นของเหลวใสคล้ายน้ำเปล่า ไม่ทิ้งคราบมันบนใบหน้า และอาจทำให้ผิวแห้งนิดหน่อย เหมาะกับมันมันเป็นพิเศษ
  2. คลีนซิ่งน้ำนม – มีลักษณะเป็นของเหลวเนื้อคล้ายน้ำนม ไม่ทิ้งคราบความมัน แต่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวดี เหมาะกับผิวผสมและผิวแพ้ง่าย  
  3. คลีนซิ่งออยล์ – มีลักษณะเป็นของเหลวเหมือนน้ำที่ผสมกับน้ำมัน ให้ความชุ่มชื้นเป็นอย่างดี รู้สึกได้ถึงคราบน้ำมันที่อยู่บนใบหน้า เหมาะกับผิวแห้งเป็นพิเศษ  
  4. คลีนซิ่งเจล – มีลักษณะเป็นเนื้อเจล อาจมีสีใสหรือขุ่นก็ได้ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวมากเป็นพิเศษ เพราะมีมอยส์เจอไรเซอร์เป็นส่วนผสม เหมาะกับผิวมัน ผิวธรรมดา และผิวแพ้ง่าย  
  5. คลีนซิ่งครีม – มีลักษณะเป็นเนื้อครีม ให้ความชุ่มชื้นสูงมาก อาจทำให้เกิดความมันบนใบหน้า จึงไม่เหมาะกับผิวมันเลย แต่จะเหมาะกับผิวแห้งถึงแห้งมากเป็นพิเศษ 
  6. คลีนซิ่งบาล์ม – มีลักษณะเป็นเนื้อบาล์มแบบเชอร์เบท มีความหนืดและเหนียวเหนอะหนะ ให้ความชุ่มชื้นสูงมาก แต่ไม่ทำให้เกิดความมัน สามารถใช้ได้ในทุกสภาพผิว 
  7. คลีนซิ่งแผ่น – มีลักษณะเป็นแผ่นคล้ายทิชชูเปียก สามารถพกพาได้สะดวก แต่การทำความสะอาดอาจไม่ดีเท่าที่ควร ต้องใช้หลายแผ่นจึงจะเช็ดเครื่องสำอางออกจนหมด เหมาะกับการพกไว้สำหรับไปเที่ยวหรือตั้งแคมป์ สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว 
คลีนเซอร์

วิธีการใช้คลีนซิ่งและคลีนเซอร์ 

คลีนซิ่งมีวิธีการใช้ดังนี้

  1. คลีนซิ่งที่มีลักษณะเป็นของเหลว ให้หยดคลีนซิ่งลงบนสำลีแผ่น แล้วเช็ดลงบนผิวหน้า เน้นเช็ดเครื่องสำอางออกให้หมด อย่าให้มีคราบเครื่องสำอางหลงเหลืออยู่บนใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าและคลีนเซอร์ 
  2. ถ้าเป็นคลีนซิ่งแบบครีมและบาล์มสามารถปาดเนื้อคลีนซิ่งแล้วนวดลงบนผิวหน้าได้เลย หากเหนียวเกินไปอาจใช้น้ำผสมได้เล็กน้อยเพื่อให้นวดง่ายขึ้น นวดไปเรื่อย ๆ จนเครื่องสำอางออกหมด แล้วเช็ดออกด้วยสำลี จากนั้นจึงล้างออกอีกครั้งด้วยน้ำเปล่าและคลีนเซอร์ 

*ข้อสังเกตคลีนซิ่งจะใช้ตอนที่หน้ายังแห้งอยู่ 

คลีนเซอร์มีวิธีการใช้ดังนี้ 

  1. ทำหน้าให้เปียกน้ำ จากนั้นบีบคลีนเซอร์ลงบนฝ่ามือแล้วนวดคลีนเซอร์ในฝ่ามือเล็กน้อยเพื่อให้คลีนเซอร์แตกตัวเท่ากับน้ำ จากนั้นให้นวดลงบนผิวจนทั่วทั้งใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด 
  2. ถ้าเป็นคลีนเซอร์แบบสบู่ให้ถูกับฝ่ามือที่เปียกน้ำจนเกิดเป็นฟอง จากนั้นให้นวดลงบนผิวจนทั่วทั้งใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด 

*ข้อสังเกตคลีนเซอร์จะใช้ตอนที่หน้าเปียกแล้วและต้องลบเครื่องสำอางให้หมดทั่วทั้งใบหน้าก่อน   

สรุป 

หลังจากที่เราได้พูดถึง คลีนซิ่ง กับ คลีนเซอร์ ต่างกันยังไง ไปแล้ว สามารถสรุปได้คือ คลีนซิ่ง ใช้ลบเครื่องสำอาง ใช้ตอนหน้าแห้ง และมี 7 ประเภทให้เลือกตามสภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล

คลีนเซอร์ ใช้กำจัดความมัน สิ่งสกปรก และเชื้อแบคทีเรีย ใช้ตอนหน้าเปียก และมี 7 ประเภทให้เลือกใช้ตามความชอบ ซึ่งแต่ละประเภทมีสูตรที่แตกต่างกันออกไปตามสภาพผิวและปัญหาผิว  

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general