ทำอย่างไรให้ผิวมีสุขภาพดีจากการเพิ่มระดับคอลลาเจน

หลายคนคงสงสัยว่าการทำให้ผิวสุขภาพดีนั้นมีวิธีอย่างไร ถ้าหากบอกว่าการเพิ่มระดับปริมาณคอลลาเจนในร่างกายจะช่วยให้เรามีสุขภาพผิวที่ดีและแข็งแรงขึ้นได้ แล้วมีวิธีใดบ้างที่ช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ร่างกายได้ อาศัยการทาครีม หรือ เลือกทานอาหารเสริมคอลลาเจนสกัด ซึ่งมีหลายรูปแบบ ในปัจจุบัน แต่ว่าโมเลกุลของคอลลาเจนนั้นใหญ่กว่าเซลล์ผิว ดังนั้นตัวเลือกการทาครีมที่มีคอลลาเจนผสม 

อาจเห็นผลไม่เร็วเท่าครีมบำรุงผิวที่ผสมวิตามินซี หรือวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นได้ หรือเราอาจเลือกทานอาหารที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้มากขึ้นเองตามธรรมชาติ  เช่นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และกรดอะมิโนที่จำเป็น นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่ที่จะช่วยให้ผิวเรามีสุขภาพดีจากการเพิ่มระดับคอลลาเจนได้

คอลลาเจนส่งผลอะไรต่อร่างกายบ้าง?

สิ่งที่คอลลาเจนส่งผลต่อร่างกายนอกจากเรื่องสุขภาพผิว ยังมีผลในด้านสุขภาพโดยตรง เช่นในส่วนของข้อต่อต่าง ๆ กระดูก เล็บ เส้นผม ระบบการไหลเวียนของกระแสเลือดที่สูบฉีดเข้าสู่หัวใจ และสมอง เป็นต้น ดังนั้นระดับคอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่จะละเลยไม่ได้เมื่อมองในมุมของสุขภาพค่ะ การเสริมคอลลาเจนให้ร่างกายนั้นไม่ใช่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงด้วย หากเลือกคอลลาเจนในรูปแบบอาหารเสริมมากินควรศึกษาข้อมูลและเลือกให้ดีก่อนนะคะ

วิธีเพิ่มคอลลาเจน

การเพิ่มระดับคอลลาเจนให้พอดีกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะเป็นวิธีทานอาหารตามธรรมชาติ หรือ การทานอาหารเสริม ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนด้วยตนเองได้ เช่น วิตามิน หรือ สมุนไพรตามธรรมชาติค่ะ ทั้งนี้ต้องไม่ลืมที่จะปกป้องผิวจากรังสี UV ตัวการสำคัญที่ทำร้ายลึกลงไปถึงผิวชั้นในได้นะคะ เรามาดูกันค่ะว่าอะไรที่ช่วยบำรุง และ เพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ร่างกายได้บ้าง

ไฮยารูลอนิก (Hyaluronic acid) 

 กรดไฮยารูลอนิกมีความสำคัญอย่างไรต่อผิว? 

  • ช่วยรักษาความชุ่มชื้น  
  • ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย เพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน ทำให้ผิวไม่แห้ง 
  • ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ 

อันที่จริงในช่วงวัยเด็กจนถึงช่วงอายุ 20 ปลาย ๆนั้น ร่างกายของเราสร้างกรดไฮยารูลอนิกได้เองค่ะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอายุมากขึ้นยิ่งผ่านช่วงอายุ 30 ปีไปแล้ว ร่างกายไม่สามารถผลิตกรดไฮยารูลอนิกได้ดีเหมือนก่อน ทำให้ปัจจุบันนิยมใช้กรดไฮยาลูรอนิกสังเคราะห์ รวมถึงการสกัดสารจากธรรมชาติร่วมด้วย มีให้เลือกใช้ในหลายรูปแบบเช่นกันค่ะ 

  • ครีม เซรั่ม ทาหน้า
  • ไฮยารูลอนิกในรูปแบบของการฉีดเข้าไปในผิว
  • สกัดจากต้นข้าวสาลี
  • แผ่นมาร์สกหน้า
  • ในรูปแบบเม็ดสำหรับทาน

วิตามินซี (Vitamin C)

ปกติแล้วปริมาณวิตามินซีที่เหมาะกับร่างกายอยู่ที่วันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพื่อช่วยในเรื่องของภูมิต้านทานร่างกายและการบำรุงผิว สำหรับผู้ที่ไม่สบายเป็นหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ๆ ควรทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น 

ทานวิตามินซีเพื่อผิวสวย กับ ทานวิตามินซีเพิ่มภูมิต้านทาน

การทานวิตามินซีเพื่อบำรุงให้ผิวสวย และเสริมสร้างคอลลาเจนให้แข็งแรง โดยทั่วไปต้องทานวิตามินซีในปริมาณถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป ซึ่งมากกว่าการป้องกันโรคหวัด แนะนำว่าควรเป็นวิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ ซึ่งหากเป็นการรับวิตามินซีในปริมาณที่สูง จะให้ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนค่ะ

แล้ววิตามินซีมีกี่แบบ?

  • แบบอัดเม็ด  วิตามินซีโดยทั่วไปมีตั้งแต่ 25 – 1,000 มิลลิกรัม แต่ขนาดยอดนิยมทั่วไปคือ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม
  • แบบเม็ดอม วิตามินซีแบบอม มีตั้งแต่ 25 – 500 มิลลิกรัม เหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบกลืนแบบเป็นเม็ด แต่ว่า การอมวิตามินซีแบบเม็ดบ่อย ๆ กรดที่ออกมาจะทำให้เคลือบฟันบางจนฟันกร่อนได้ค่ะ
  • แบบเม็ดฟู่ มักจะมีปริมาณ 500 และ 1,000 มิลลิกรัม วิธีการทานที่ถูกต้องควรนำไปละลายในน้ำจนฟองหมด เพราะฟองก๊าซที่เกิดขึ้นเมื่อรับประทานเข้าไปอาจ ก่อให้เกิดอาการแน่นท้องในภายหลังได้ค่ะ  วิตามินซีแบบเม็ดฟู่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดขนาดใหญ่ได้ และเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการดูดซึมวิตามินซี
  • แบบแคปซูล มีสองแบบค่ะ มีทั้งแบบแคปซูลแข็งและแคปซูลนิ่ม แต่ละแคปซูลมีขนาด 500 มิลลิกรัม ข้อดีคือกลืนง่ายกว่าวิตามินซีในรูปแบบอัดเม็ด
  • แบบสารละลายเพื่อฉีด ปริมาณจะอยู่ที่ 500 มิลลิกรัม เป็นวิตามินซีแบบที่เหมาะกับการป้องกันหวัดที่ดีที่สุด แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการฉีดนะคะ ข้อดีก็คือ ออกฤทธิ์เร็วและร่างกายสามารถเอาวิตามินซีไปใช้ซ่อมแซมบำรุงได้ทันที เพราะไม่ต้องผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหารค่ะ
  • วิตามินซีมีจุดอิ่มตัวในการดูดซึม การดูดซึมของวิตามินซีก็มีจุดอิ่มตัวค่ะ และขึ้นอยู่กับปริมาณในการรับประทานเข้าไป หากทานเกินจุดอิ่มตัวของการดูดซึม ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมไปใช้เพิ่มได้อีก จึงควรทานวิตามินซีในปริมาณที่ต่ำกว่า 1 กรัม แต่ทานหลายครั้งจะดูดซึมได้ดีกว่าทานปริมาณมากในครั้งเดียว

ทานวิตามินซีอย่างไรให้ได้คุณค่าสูงสุด

  • ควรทานพร้อมอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น
  • เพื่อบรรเทาอาการเป็นหวัดควรทานวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 เวลา 
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยลดสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดค่ะ
  • เพิ่มประสิทธิภาพวิตามินซี ด้วยการทานเสริมร่วมกับแคลเซียม และ แมกนีเซียมร่วมด้วย 

สัญญาณเมื่อได้รับวิตามินซีเกิน 

มีอาการท้องเสีย เป็นต้น ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ค่ะ อาจเกิดกับคนที่ทานวิตามินซีในปริมาณที่สูงมาก ๆ เช่น 8,000 มิลลิกรัมขึ้นไป แต่ว่าร่างกายของแต่ละคนย่อมต่างกันนะคะ บางคนก็สามารถย่อยวิตามินซีได้วันละหลายมิลลิกรัมเลยละค่ะ

อโลเวร่า เจล (Aloe Vera Gel)

อโลเวร่า เจลมาจากว่านหางจระเข้นั่นเองค่ะ ถ้าพูดถึงว่านหางจระเข้เรามักจะนึกถึงสรรพคุณในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลสด ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน ใช้ทาเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ นอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้วยังมีประโยชน์ของว่านหางจระเข้อื่น ๆ อีกค่ะ ลองมาดูกันค่ะว่า อโลเวร่า เจลสามารถช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนในร่างกายได้อย่างไรบ้างกันค่ะ

  • น้ําว่านหางจระเข้ มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่ชรา และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค
  • ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมไปถึงกรดอะมิโนอีกหลายชนิดที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวหน้าและผิวกายชุ่มชื้น และป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เพียงแค่ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้นำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้าหรือบริเวณผิวที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นสดใสและดูเต่งตึงขึ้น 
  • เจลว่านหางจระเข้มีเอนไซม์บางชนิดที่ช่วยทำความสะอาดผิวได้เป็นอย่างดี และหากคุณนำไปใช้ขัดผิว มันก็จะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วโดยที่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ว่านหางจระเข้สามารถช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวและป้องกันไม่ให้ผิวมันไปด้วยในตัว 
  • พืชชนิดนี้ช่วยให้ผิวของคุณกลับมาดูอ่อนเยาว์ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ริ้วรอยที่ผิวมักเกี่ยวกับการขาดน้ำ หากเราเติมน้ำให้ผิวก็จะทำให้ผิวยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยทำให้อโลเวร่า เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวค่ะ

โสม (Ginseng) 

แหล่งคอลลาเจนจากโสม

โสมมีคุณสมบัติมากมายจึงถูกเรียกว่า “Adaptogen” (สารที่ช่วยปรับตัวให้ร่างกายมีประสิทธิภาพตามต้องการ) ในประเทศไทยนิยมทานโสมเป็นยาบำรุง จึงนับว่าเป็นสมุนไพรที่มีราคาค่อนข้างแพงค่ะ

ประโยชน์ของ โสม สำหรับผิว (Ginseng)

  • โสมสามารถทำลายอนุมูลอิสระช่วยให้เนื้อเยื่อเสื่อมช้าลงนั่นเองค่ะ ประกอบกับคุณสมบัติเป็นตัวปรับสภาพให้ร่างกายและจิตใจให้มีความสมดุล ดังนั้นโสมจึงช่วยให้ชะลอความแก่ลงได้
  • โสมช่วยดูแลคอลลาเจนในผิวชั้นกลางทำให้ผิวหน้าดูกระชับเต่งตึง 
  • ช่วยกระตุ้นเซลล์ใต้ผิวหนังรอบดวงตาให้แข็งแรงขึ้น จึงสามารถช่วยแก้ปัญหารอยดำหมองคล้ำใต้ดวงตา ลดอาการบวมของถุงใต้ตา ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวรอบดวงตาให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นกว่าเดิม
  • ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตบริเวณใต้ผิวหนัง ช่วยให้รูขุมขนเล็กลง
  • ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ให้เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ใช้ล้างหน้า รักษาสิวอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่มีส่วนสำคัญในการผลิตเม็ดสีผิว โสมจึงช่วยทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส มีเลือดฝาด
  • ในรากโสมมีสารสำคัญคือ จินเซนโนไซด์และฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อผิวมากมาย
  • ช่วยในการฟื้นฟูผิวรวมถึงซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เป็นตัวการสำคัญช่วยกระตุ้นผิวให้ดูเปล่งปลั่ง นำความชุ่มชื้นให้กับผิว และรักษาความสมดุลของผิวค่ะ

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)

สารต้านอนุมูลอิสระมีหน้าที่เป็นเกราะปกป้องและช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิว เมื่อผิวถูกมลภาวะ หรือสารอนุมูลอิสระทำร้าย ซึ่งเป็นปัจจัยของการเกิดริ้วรอย และผิวแก่ก่อนวัย เราสามารถรับมือได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) แล้วเราสามารถพบได้ที่ไหนบ้าง สารต้านอนุมูลอิสระ นั้นสามารถพบได้ใน วิตามินซี, วิตามินอี สารสกัดจากเมล็ดองุ่น โกจิเบอร์รี่ หรือ โคเอนไซม์Q10 เป็นต้น ซึ่งช่วยให้คอลลาเจน 

อิลาสติน และหลอดเลือดฝอยไม่ถูกทำลายค่ะ มีการวิจัยว่าทานคอลลาเจนคู่กันกับสารต้านอนุมูลอิสระในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การสลายตัวของคอลลาเจนลดลง และช่วยให้คอลลาเจนในร่างกายมีปริมาณมากขึ้นทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และดูอ่อนกว่าวัยค่ะ

เรตินอล  (Retinol) เรตินอลคืออะไร

Retinol มักจะรู้จักกันดีในชื่อ วิตามินเอ  ซึ่งเรตินอล เป็นส่วนผสมที่ใช้แล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงต่อผิวเราได้ชัดเจน วิตามินเอเป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ และ คอลลาเจน จึงเป็นส่วนผสมยอดฮิตที่พบในสกินแคร์หลาย ๆ ตัวค่ะ และเมื่อเรตินอลซึมเข้าสู่ผิวชั้นในแล้วก็จะแปรสภาพตัวเองเป็น กรดเรติโนอิก อันที่จริงผลที่ได้จึงไม่แตกต่างจากการใช้กรดวิตามินเอมากนัก เพียงแต่เรตินอลจะระคายเคืองผิวน้อยกว่าวิตามินเอค่ะ

เรตินอลมีประโยชน์ต่อการช่วยให้ผิวสุขภาพดีอย่างไร

  • เรตินอลช่วยเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเซลล์คอลลาเจนที่เสียหาย ผิวจึงดูเรียบเนียนขึ้น ดูกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังลดการสร้างน้ำมันใต้ชั้นผิว จึงเหมาะสำหรับการรักษาสิวอุดตันด้วยค่ะ
  • เรตินอล สามารถลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ร่องรอยความเสียหายจากดวงอาทิตย์ จุดดำ หลังจากใช้ต่อเนื่องทุก ๆ วัน เรตินอล ยังทำหน้าที่ในการป้องกันการมาเยือนของริ้วรอยได้อีกด้วยละค่ะ 
  • เมื่อใช้เรตินอลกับผิว ร่างกายจะดูดซึม แตกตัว และเปลี่ยนเรตินอลเป็นกรดเรติโนอิก ซึ่งองค์ประกอบนี้สามารถส่งผลต่อโครงสร้างเซลล์ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันทีนะคะ เมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเรตินอล ควรใช้หลายครั้ง ใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เรตินอลเปลี่ยนสภาพเป็นกรดเรติโนอิกเพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิว

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเรตินอล

  • เรตินอลดีไฮด์ ซึ่งเป็นเรตินอลรุ่นใหม่ที่เมื่อใช้แล้วจะเห็นผลเร็วขึ้นกว่าเดิม หลายเท่ามีคุณสมบัติในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวอย่างรวดเร็ว เสริมสร้างการผลิตคอลลาเจน และยังช่วยชะล้างแบคทีเรีย และเชื้อโรคต่างๆ 
  • เรตินอลลชนิดเสถียร  ซึ่งเป็นสูตรผสมที่เพิ่มเรตินอลและกรดวิตามินเอ ซึ่งช่วยลดความเสื่อมสภาพของผิว และลดการระคายเคืองจากกรดวิตามินเออีกด้วย ซึ่งเพิ่มความสามารถในการลดริ้วรอยและเพิ่มการผลิตคอลลาเจนได้มากกว่าเรตินอลปกติถึงแปดเท่า 
  • พิจารณาเรื่องเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของเรตินอลที่เราเลือกใช้ด้วยค่ะ การเลือกใช้จำนวนความเข้มข้นของเรตินอลนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะผิวของเราด้วย
  • เพิ่งเริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์จำพวกเรตินอลใหม่ๆ อาจเกิดอาการคัน ดังนั้นแนะนำว่าควรใช้แค่สัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้งก่อนค่ะ แล้วค่อยๆปรับปริมาณให้มากขึ้น เมื่อผิวของเราเริ่มคุ้นชินและปรับสภาพเข้ากับวิตามินแล้ว จึงค่อยเพิ่มปริมาณได้ในเวลาต่อมา 
  • จำเป็นต้องรอเพื่อให้ได้ผล ซึ่งบางครั้งอาจต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือนจึงจะเห็นผลชัดขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง แต่ผลลัพธ์คุ้มค่าต่อการรอคอยแน่นอนค่ะ 
  • ใช้เรตินอลในตอนกลางคืน แต่กลับไม่ปกป้องผิวตอนกลางวัน ซึ่งจริงๆแล้วเราเองก็ควรทาครีมกันแดดทุกๆวันการไม่ปกป้องผิวชั้นในส่งผลโดยตรงให้ชั้นผิวของเราเสื่อมสภาพไวขึ้น ดังนั้น การทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปจึงสำคัญ เป็นอย่างมากในการช่วยทำให้เรตินอลเห็นผลไวขึ้นค่ะ

นวัตกรรมแสงสีแดงบำบัด (Red Light Therapy )

ปัจจุบันเกิดนวัตกรรมเพื่อการดูแลผิวขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือการใช้แสงบำบัดโดยเฉพาะแสงสีแดงซึ่งสามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกถึง 8 – 10 มิลลิเมตรค่ะ ทำไมต้องเป็นแสงสีแดง? เพราะว่าแสงสีแดงสามารถซึมสู่ผิวหนังได้ดีกว่าแสงสีอื่นค่ะ  และเมื่อเข้าไปสู่ผิวชั้นในแล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและกระชับ และช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้นอีกด้วยละค่ะ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีและเป็นอีกทางเลือกในการกระตุ้นให้ผิวมีสุขภาพดี วิธีนี้ไม่ต้องทาน หรือดื่มคอลลาเจน แต่อาศัยแสงบำบัดลงไปสู่ผิวเพื่อกระตุ้นโดยตรงเลยค่ะ

  • เพิ่มความยืดหยุ่นและแข็งแรงให้แก่เส้นผม มีผลต่อสุขภาพและความแข็งแรงของกระดูกและข้อ
  • แสงสีแดงบำบัดมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งบรรเทาอาการปวดข้อมือ ปวดไหล่ ปวดคอ และอาการเมื่อยล้า ช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อมัดลึก ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • แสงสีแดงนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ
  • การบำบัดด้วยแสงสีแดงแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 15 นาที ซึ่งไม่เจ็บปวด และมีความปลอดภัย เพราะหลอดไฟที่ใช้นั้นปราศจากรังสีอัลตราไวโอเลต UVA/UVB และ UVC

วิธีดูแลผิวหลังเข้ารับการฉายแสง มีดังนี้

  • การฉายแสงจะทำให้ผิวไวต่อแสงมากยิ่งขึ้น จึงควรเลี่ยงการอยู่ในที่แจ้งรวมถึงการใช้ครีมทาผิวที่ทำให้ผิวไวต่อแสงมากยิ่งขึ้น เช่น เรตินเอ หรือกรดวิตามินซี
  • หมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ เพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV
  • หลังการฉายแสงอาจทำให้ผิวแห้งในช่วงแรก ควรเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแบบมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizer)
  • ควรสอบถามแพทย์ในส่วนของระยะเวลาสำหรับการฟื้นตัวค่ะ เพราะว่าระยะเวลาพักฟื้นผิวนั้นย่อมต่างกันไปในแต่ละคน อีกทั้งในช่วงพักฟื้นผิวจะไวและบอบบางต่อแสง ดังนั้นควรดูแลผิวตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ผิวฟื้นฟูได้ไวและเห็นผลจากการฉายแสงได้ดีขึ้นค่ะ สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวค่อนข้างมากอาจต้องฉายแสงบริเวณกว้าง และจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นผิวนานกว่า ผู้ที่เข้ารับการฉายแสงบำบัดเฉพาะจุดค่ะ

ปกป้องผิวจากสภาพแวดล้อม ( Protect the Skin from the Environment )  

แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมและ มลภาวะ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เซลล์ผิวเสื่อมไวขึ้น ทั้งควัน ฝุ่น และ แสงแดด เมื่อเราบำรุงผิวให้แข็งแรงแล้ว ทำอย่างไรจะป้องกันผิวให้ยังมีสุขภาพดีต่อไปหลังจากเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้กับผิวแล้ว ถ้าไม่อยากให้ผิวเสียมากไปกว่านี้ รีบมาดูวิธีปกป้องผิวจากมลภาวะ เอาไว้กันดีกว่านะคะ

วิธีปกป้องผิวจากมลภาวะ

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง เพราะ ฝุ่น ควันรถ ควันบุหรี่ เป็นต้น เพราะถ้าหากเราไปอยู่ในสถานที่นั้นนาน ๆ มลพิษทางอากาศก็จะเข้าสู่ผิวของเราได้มากกว่าปกติ
  • อย่าละเลยการทำความสะอาดผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าให้เหมาะสม อ่อนโยน และไม่ระคายเคืองต่อผิวด้วย อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารที่ทำให้ผิวแห้งตึง ซึ่งแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบที่มีค่า pH 5 ที่ใกล้เคียงกับค่า pH ตามธรรมชาติของผิว เพราะจะทำให้ผิวไม่ระคายเคืองค่ะ
  • เลือกใช้สกินแคร์ที่ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ การเลือกใช้สกินแคร์ที่จะช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะก็เป็นสิ่งที่สำคัญนะคะ ควรเลือกสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี วิตามินซี เพราะจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผิวและป้องกันไม่ให้มลพิษเข้าไปทำร้ายผิวของเรา นอกจากนี้ควรเลือกสกินแคร์แบบที่มี Anti-pollution ด้วยเพราะจะช่วยเป็นเกราะป้องกันผิวจากมลภาวะอีกชั้นหนึ่งค่ะ
  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ยิ่งผิวของเรามีความชุ่มชื้นมากเท่าไร เกราะป้องกันผิวก็จะยิ่งแข็งแรง ทนทานต่อมลภาวะและสิ่งแปลกปลอม ได้มากขึ้นเท่านั้นค่ะ ดังนั้นเราควรหมั่นบำรุงผิวอยู่เสมอ ด้วยการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืน เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ในผิวและซ่อมแซมผิวค่ะ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่ดีต่อผิว อย่าลืมปกป้องผิวจากภายในด้วยการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง พร้อมกับทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระค่ะ เช่นผัก ผลไม้หลากสี รวมไปถึงอาหารที่มีวิตามินเอและซีสูง เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวให้เราพร้อมกับการออกไปเจอกับมลภาวะในแต่ละวันได้ค่ะ

จากการศึกษาข้อมูลการจะเพิ่มระดับคอลลาเจนให้ผิว เพื่อให้ผิวมีสุขภาพที่ดีนั้น สามารถหาได้จากธรรมชาติ เช่นอาหารที่มีวิตามิน และ แร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากขึ้น หรือสำหรับบางคนอาจจะต้องอาศัยอาหารเสริมคอลลาเจนร่วมด้วย สามารถเลือกทานได้ หลังจากเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ร่างกายอย่างเพียงพอแล้ว เราต้องไม่ลืมที่จะดูแลป้องกันสภาพผิวให้ดีต่อไปด้วยนะคะ เพื่อรักษาประสิทธิภาพของคอลลาเจนในร่างกายไว้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลหนึ่งที่ช่วย ทุกคนให้เลือกทานอาหารที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจน หรือเลือกทานอาหารเสริมคอลลาเจนที่ตอบโจทย์สำหรับร่างกายได้นะคะ

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general