สิวอักเสบ และการรักษาที่ถูกต้อง

สิวอักเสบ เป็นปัญหาสิวที่หลายคนมักพบเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ฮอร์โมนมีความเปลี่ยนแปลงมาก เช่น ในชายและหญิงช่วงวัยที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ในหญิงในช่วงใกล้มีประจำเดือน เป็นต้น หากรักษาสิวอักเสบไม่ดี อาจทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น และอาจเกิดแผลเป็นหรือหลุมสิวได้

เราจึงมีวิธีรักษาสิวอักเสบไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นมาฝากกัน เป็นการรักษาสิวอักเสบที่ถูกต้องและไม่ทำให้ผิวเป็นหลุมสิว มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ 

สิวอักเสบ คืออะไร

สิวอักเสบ เป็นสิวที่เกิดจากการอุดตันในรูขุมขนจนเกิดการอักเสบ สิวอักเสบมีอาการเจ็บปวด มีขนาดกลางถึงใหญ่ บางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า Propionibacterium acnes (P. acnes) จนทำให้เกิดเป็นหนองได้ โดยหนองที่อยู่ในสิวอักเสบอาจทำให้เกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น และมีโอกาสที่จะทำให้เกิดเป็นรอยสิว รอยแผลเป็น หรือหลุมสิวได้ หากสิวมีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะทำให้เกิดรอยแผลเป็นหรือหลุมสิวที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตาม 

ประเภทของสิวอักเสบ 

สิวอักเสบแบบอุดตัน (Inflamed Comedones)

สิวอักเสบแบบอุดตัน เป็นสิวอักเสบขนาดเล็ก เกิดจากการอุดตันในรูขุมขน และมีอาการเจ็บเล็กน้อย แต่อาจยังไม่ถึงขั้นปวดบวม การอุดตันอาจเกิดจากการอุดตันของไขมันหรือซีบัม ความมันส่วนเกิน สิ่งสกปรก และเครื่องสำอาง 

สิวอักเสบแบบตุ่มนูน (Papules)

สิวอักเสบแบบตุ่มนูน เป็นสิวอักเสบขนาดกลาง เกิดจากการอุดตันในรูขุมขนและมีการระคายเคืองผิวจนทำให้เกิดการอักเสบ มีอาการเจ็บและแดง แต่อาจจะยังไม่ถึงปวดบวม อาจเกิดจากการเค้นบีบสิว หรือการสัมผัสผิวในบริเวณนั้นบ่อย ๆ จนทำให้เกิดการอุดตันและระคายเคืองผิว  

สิวอักเสบแบบหัวหนอง (Pustules)

สิวอักเสบแบบหัวหนอง เป็นสิวอักเสบที่เกิดจากการอุดตันในรูขุมขนที่มีการอักเสบและเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย จนทำให้เกิดเป็นหนองในสิว สิวอักเสบแบบหัวหนองมักจะมีอาการเจ็บ ปวดบวม บางครั้งอาจมีอาการบวมบริเวณรอบหัวสิวเป็นวงกว้าง และอาจทำให้หัวหนองขึ้นเป็นหัวใหญ่ได้ 

สิวอักเสบแบบตุ่มใหญ่ (Nodules) 

สิวอักเสบแบบตุ่มใหญ่ เป็นสิวอักเสบที่เกิดจากการอุดตันในรูขุมขนแล้วเกิดการอักเสบ มีการระคายเคือง และมีอาการปวดบวมแดงเป็นบริเวณกว้าง ทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบตุ่มใหญ่ มีลักษณะเป็นตุ่มก้อนแข็งขนาดใหญ่ สีแดง มีความร้อน หากสัมผัสที่สิวจะรู้สึกเจ็บปวดทันที หรือ บางครั้งอาจรู้สึกเจ็บปวดตลอดเวลาแม้ไม่ต้องสัมผัส  

การเกิดสิวอักเสบ

สิวหัวช้าง (Cysts)

สิวหัวช้าง เป็นสิวอักเสบที่มีไขมัน หนอง เลือด ผสมอยู่ในก้อนสิว เกิดจากการอุดตันในรูขุมขน การระคายเคืองผิว และการติดเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้เกิดเป็นถุงสิวใต้ผิวหนัง สิวหัวช้างมักไม่มีหัว ปวดบวม อักเสบแดง และเป็นไตแข็ง หากบีบหรือเค้นสิวก็จะทำให้เกิดแผลเป็นหรือหลุมสิวขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งยังอาจทำให้การอักเสบเพิ่มมากขึ้นและทำให้หายช้ากว่าเดิม 

ตัวยาที่ใช้รักษาสิวอักเสบ

Benzoyl Peroxide (เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์) 

เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ เป็นตัวยารักษาสิวที่มีระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5 ถึง 10% เป็นตัวยาที่ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ ทำให้หัวสิวแห้งและยุบตัว จึงสามารถใช้รักษาสิวอักเสบได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยาตัวนี้ยังช่วยละลายไขมันและสิ่งอุดตันได้ด้วย จึงทำให้สิวยุบตัวได้เร็วขึ้น 

วิธีการใช้เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์

าหรือแต้มบาง ๆ ตรงจุดที่เป็นสิว ไม่แนะนำให้ทาทั่วใบหน้าเพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองและถ้าทาทั่วหน้าบ่อย ๆ ผิวอาจจะเกิดการดื้อยาได้ แต้มที่สิวแล้วทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า อาจใช้ยาตัวนี้แต้มก่อนล้างหน้าก็ได้เพื่อความสะดวก 

ข้อควรระวังในการใช้เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์

ตัวยาเบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ จะทำให้ผิวแห้ง บางครั้งอาจเกิดผิวลอกเป็นขุยได้ ดังนั้นหากใช้แล้วรู้สึกว่าผิวแห้ง ควรลดปริมาณการใช้ให้น้อยลง เพื่อให้ผิวปรับสมดุลได้และไม่แห้งจนเกินไป  

Salicylic Acid (กรดซาลิไซลิก)

กรดซาลิไซลิก มีระดับความเข้มข้นอยู่ที่ 0.5 ถึง 2% เป็นตัวยารักษาสิวที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกไปอย่างล้ำลึก จึงช่วยลดการอุดตันที่มาจากเซลล์ผิวที่ตายแล้ว อีกทั้งการผลัดเซลล์ผิวยังสามารถลดการอักเสบของสิวได้ด้วย ทำให้การอักเสบและความเจ็บปวดที่สิวลดน้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นหรือรอยดำที่เกิดจากสิว รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบที่จุดเดิมซ้ำได้อีกด้วย 

วิธีการใช้กรดซาลิไซลิก

ใช้แต้มบริเวณที่เป็นสิวหรือใช้ทาทั่วทั้งใบหน้าเลยก็ได้ แต่ต้องระวังในเรื่องของความแห้งกร้าน เพราะกรดซาลิไซลิกอาจทำให้ผิวเกิดความแห้งกร้าน ลอกเป็นขุยได้ อาจต้องใช้ร่วมกับมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว 

ข้อควรระวังในการใช้กรดซาลิไซลิก

กรดซาลิไซลิก มีผลข้างเคียงอาจทำให้ผิวบริเวณที่ทามีความไวต่อแสงมาก จุดนี้อาจทำให้เกิดจุดด่างดำในบริเวณที่ทา ดังนั้นควรต้องใช้คู่กับครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด และอาจทำให้ผิวบอบบางแพ้ง่ายเกิดการระคายเคืองและแพ้ เนื่องจากตัวยาเป็นกรด ดังนั้นผิวแพ้ง่ายอาจต้องเริ่มใช้กรดซาลิไซลิกในระดับต่ำ ๆ ก่อน   

Topical Retinoid (เรตินอยด์เฉพาะที่)

เรตินอยด์เฉพาะที่ เป็นเรตินอยด์ที่ใช้เฉพาะที่หรือใช้เฉพาะจุด มีระดับความเข้มข้นตั้งแต่ 0.01% – 0.1% โดยเรนินอยด์เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ ช่วยลดการอักเสบ ช่วยเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ผิวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณผนังของรูขุมขน จึงทำให้หัวสิบยุบตัวอย่างรวดเร็ว ลดการอักเสบของสิว และลดอาการบวมแดง   

วิธีการใช้เรตินอยด์เฉพาะที่

ใช้แต้มหรือทาเฉพาะจุดที่เป็นสิวเท่านั้น เพราะอาจทำให้ผิวแห้งหรือเกิดการระคายเคืองได้ อีกทั้งตัวยาเรตินอยด์ยังมีความไวต่อแสงแดดมากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสียูวีในแสงแดด จึงควรใช้เฉพาะจุดหรือใช้ในช่วงก่อนนอน 

ข้อควรระวังในการใช้เรตินอยด์เฉพาะที่

ใช้แต้มเฉพาะจุดที่เป็นสิวเท่านั้น เพราะเรตินอยด์มีผลข้างเคียง คือ ไวต่อรังสียูวีในแสงแดด ทำให้อาจเกิดรอยดำหรือจุดด่างดำได้ จึงแนะนำให้ใช้เรตินอยด์ในช่วงก่อนนอนหรือเวลากลางคืน เพื่อป้องกันการเกิดจุดด่างดำ และรอยดำ หรือหากใช้ในช่วงกลางวันแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดด้วยเพื่อป้องกันแสงแดด   

คำแนะนำในการดูแลสิวเพื่อไม่ให้เป็นแผลเป็น 

ผลัดเซลล์ผิว แต่ต้องไม่สครับ 

การผลัดเซลล์ผิวช่วยให้สิวลดการอักเสบและบวมแดงได้ เนื่องจากเซลล์ผิวด้านบนสุดที่ใช้งานไม่ได้แล้วหลุดออกและลดการอุดตันที่เกิดจากเซลล์ผิวเก่า

แต่ทั้งนี้การผลัดเซลล์ผิวไม่ควรทำด้วยวิธีการสครับหรือการใช้โฟมล้างหน้าที่มีเม็ดบีต เพราะสครับทำให้สิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น แนะนำให้ใช้เป็นตัวยาหรือครีมบำรุงผิวที่มีฤทธิ์ผลัดเซลล์ผิวจะดีกว่า 

หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดสิว

มีอาหารหลายอย่างที่ทำให้เกิดสิวอักเสบและทำให้สิวอักเสบเกิดการอักเสบมากขึ้น เช่น อาหารที่มีน้ำตาลและ/หรือน้ำมันสูง อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูง เช่น น้ำมันพืชต่าง ๆ หรืออาหารที่มาจากนม เช่น ชีส นมสด อาหารเหล่านี้จะทำให้เกิดไขมันมากขึ้น และทำให้เกิดสิวอักเสบมากขึ้นด้วย 

อย่าบีบหรือเค้นสิว

หากเราบีบหรือเค้นสิวอักเสบก็จะทำให้สิวอักเสบเกิดความอักเสบมากขึ้น และหากเค้นสิวจนหนอง ไขมัน หรือเลือดภายในถุงสิวแตกออกมาข้างนอก ก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้สูงและทำให้เกิดเป็นแผลหรือหลุมสิว ซึ่งการติดเชื้อในสิวอักเสบอาจทำให้เกิดหนองมากขึ้นหรือเกิดสิวอักเสบแบบเดิมซ้ำขึ้นในจุดเดิมได้ 

ดื่มน้ำมาก ๆ 

น้ำช่วยปรับสมดุลของร่างกาย โดยในเซลล์ของมนุษย์ประกอบด้วยน้ำมากถึง 60% ทำให้การดื่มน้ำมาก ๆ จึงสามารถช่วยเติมเต็มน้ำในเซลล์ของมนุษย์ได้ เมื่อในเซลล์มีปริมาณน้ำที่มากพอสมควร ก็จะทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น ตรงนี้ก็จะช่วยลดการเกิดสิวและลดการอักเสบของสิวได้    

ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ

บางครั้งสิวอักเสบอาจเกิดจากระดับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่สมดุล ยิ่งในช่วงที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงที่มีความเครียด นอนน้อย หรือช่วงที่ทานอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมากจนในเลือดมีระดับน้ำตาลสูง ช่วงนี้ก็จะเกิดฮอร์โมนที่อาจก่อให้เกิดสิวได้ง่าย เช่น แอนโดรเจน (ฮอร์โมนเพศชาย) โปรเจสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศหญิง) คอร์ติซอล (ฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า) และอินซูลิน (กระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนเพศชายได้)

ฮอร์โมนเหล่านี้มีผลข้างเคียงให้ต่อมไขมันมีการทำงานมากขึ้น ทำให้เกิดความมันส่วนเกินและเป็นสิว การออกกำลังกายและนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกายให้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้นได้  

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general