สิว เรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม!

สิว คืออะไร สาเหตุการเกิดสิว การรักษาสิว และวิธีป้องกันสิว  

สิวอักเสบ

สิว เป็นปัญหาที่หลายคนต้องพบเจออยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะมีสภาพผิวมัน ผิวผสม ผิวแห้ง หรือผิวแพ้ง่าย วันนี้เราได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับสิวเอาไว้ที่นี่ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจวิธีการรักษาที่ถูกต้องมากขึ้น โดยเป็นเนื้อหาแบบละเอียดและเจาะลึกมากที่สุด ตั้งแต่ สิวคืออะไร สาเหตุของการเกิดสิว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวทั้งด้านอายุ สภาพผิว และปัจจัยที่มาจากภายนอก การรักษาสิวที่ถูกต้อง และวิธีป้องกันสิว จะเป็นอย่างไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ  

สิว คืออะไร

การอักเสบของรูขุมขนจนเกิดตุ่มนูนขึ้นบนผิวหนัง อาจเกิดจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกในรูขุมขน ในบางครั้งสิวก็อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า P. acne เชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะทำให้ผิวเกิดการอักเสบและเกิดเป็นตุ่มสิว มีความรุนแรงตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงมาก ส่วนใหญ่สิวมักเกิดมากในช่วงวัยรุ่น คือ ช่วงอายุตั้งแต่ 10-22 ปี เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย โดยทั่วไปสิวสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยและมีลักษณะสิวที่เกิดขึ้นหลากหลายชนิด   

ประเภทสิว

ประเภทสิว

สิวอักเสบแบบตุ่มนูนแดง (Papules)

เป็นสิวอักเสบที่มีขนาดเล็กถึงกลาง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีแดง เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกเจ็บภายในมีกลุ่มไขมันและการอักเสบของรูขุมขน เกิดจากการอุดตันที่มีการอักเสบร่วมด้วย การอักเสบสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การสัมผัสสิวนั้นบ่อย ๆ จนทำให้ผิวหรือรูขุมขนที่มีการอุดตันอยู่เกิดการอักเสบ หรือ เกิดจากการอักเสบที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย P. acne ก็ได้    

สิวหัวดำ (Blackhead)

เป็นสิวนูนเม็ดเล็ก หัวเปิดสีดำ ไม่อักเสบ เกิดจากการอุดตันของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ไขมัน และเชื้อแบคทีเรีย โดยมีการทำปฏิกิริยากับเม็ดสีผิวเมลานินด้วย จึงทำให้เห็นเป็นสีดำที่หัว ภายในอาจเป็นไขมันเหลวสีขุ่นหรือก้อนไขมันสีเหลืองใสก็ได้ 

สิวหัวหนอง (Pustules)

เป็นสิวที่มีขนาดเม็ดเล็กถึงกลาง ภายในมีกลุ่มไขมันและหนอง อาจมีอาการอักเสบหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้ามีอาการอักเสบร่วมด้วย เมื่อใช้นิ้วสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ เกิดจากการอุดตันร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจเกิดจากเชื้อเดิมที่มีอยู่บนผิวหน้าอยู่แล้ว หรืออาจเกิดจากเชื้อที่เพิ่มเติมมาจากการบีบเค้นสิว บางครั้งอาจเกิดการลุกลามของสิว (สิวเห่อ) ทั่วใบหน้าได้

ซีสต์ (Cystic)

เป็นสิวขนาดใหญ่ มีการอักเสบร่วมด้วยอย่างชัดเจน บางครั้งอาจถึงขั้นรู้สึกปวดบวม ภายในมีกลุ่มไขมัน หนอง และเลือด เกิดจากการอุดตันร่วมกับการติดเชื้อแบคทีเรียและอักเสบ สิวประเภทนี้ห้ามบีบเค้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีความเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้น เกิดการอักเสบที่หนักกว่าเดิม เกิดเป็นแผล และหลุมสิวขนาดใหญ่   

สิวหัวช้าง (Nodule)

เป็นสิวขนาดกลางถึงใหญ่ มีการอักเสบร่วมด้วยอย่างชัดเจน รู้สึกเจ็บได้โดยที่ไม่ต้องสัมผัส ภายในมีกลุ่มไขมันที่อุดตันอยู่จำนวนมากจนทำให้เกิดการอักเสบ สิวอักเสบถ้าโดนบีบหรือเค้น จะทำให้เกิดการอักเสบที่เพิ่มมากขึ้น และอาจทำให้เกิดแผลหรือหลุมลึกได้ 

ระดับความรุนแรงของสิว

สิวหัวขาว (Whitehead)

เป็นสิวนูนเม็ดเล็ก หัวปิดสีขาว ไม่อักเสบ เกิดจากการอุดตันของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ไขมัน และเชื้อแบคทีเรีย แต่ไม่มีการทำปฏิกิริยากับเม็ดสีผิวเมลานิน จึงไม่มีหัวสีดำ ภายในเป็นไขมันเหลวสีขุ่นหรือก้อนไขมันสีเหลืองใส ทั้งนี้ด้วยความที่ไม่มีหัว หากบีบ เค้น หรือแกะเกาสิว ก็อาจทำให้เกิดรอยแผลเป็นหรืออาจเกิดการอักเสบจนพัฒนาไปเป็นสิวอักเสบหรือสิวหัวหนองได้   

สิวผด (Acne vulgaris) 

เป็นสิวอุดตันที่มีขนาดเล็ก ไม่มีการอักเสบ แต่อาจมีอาการบวมแดงร่วมด้วย ไม่รู้สึกเจ็บ ภายในมีกลุ่มไขมันอยู่ เกิดจากการอุดตันของไขมันและสิ่งสกปรกเป็นหลัก รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนผิวเกิดการระคายเคือง และสารเคมีบางอย่างที่ทำให้ผิวแพ้จนเกิดเป็นสิวผด 

ระดับความรุนแรงของสิว 

ความรุนแรงของการเกิดสิวบนใบหน้าแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 ความรุนแรงน้อย :

มีสิวเสี้ยนทั่วไป มีสิวอุดตันไม่เกิน 5 เม็ด ไม่มีสิวอักเสบและสิวหัวช้างผิวหนังค่อนข้างเรียบ ไม่มีการอักเสบหรือบวมแดง  

ระดับที่ 2 ความรุนแรงกลาง :

มีสิวเสี้ยนทั่วไป มีสิวอุดตัน 5-10 เม็ด และมีสิวอักเสบ 1-3 เม็ด ไม่มีสิวหัวช้าง อาจมีการอักเสบของผิวหนังในบางตำแหน่ง 

ระดับที่ 3 ความรุนแรงมาก :

มีสิวทุกรูปแบบอยู่ทั่วใบหน้า ได้แก่ มีสิวเสี้ยนทั่วไป มีสิวอุดตัน 10 เม็ดขึ้นไป มีสิวอักเสบ 3 เม็ดขึ้นไป มีสิวหัวช้าง 1 เม็ดขึ้นไป และมีอาการผิวหน้าอักเสบ บวมแดง ทั่วทั้งใบหน้า  

สาเหตุการเกิดสิว และวิธีการรักษา 

ฮอร์โมน

ฮอร์โมน เป็นตัวการหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวัยรุ่นหรือช่วงที่ร่างกายมีภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ช่วงที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงมีประจำเดือน ช่วงที่มีการนอนดึกบ่อย ๆ ช่วงที่มีความเครียด หรือช่วงที่กินอาหารที่มีความหวานหรือมีปริมาณน้ำตาลสูง เป็นต้น ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิวบ่อย ๆ ได้แก่ 

เทสโทสเทอโรน (Testosterone)

จัดเป็นฮอร์โมนเพศชาย คือ เป็นแอนโดรเจนชนิดหนึ่งในช่วงวัยรุ่น เพศชายจะมีปริมาณของฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเพิ่มสูงขึ้น เพื่อพัฒนาร่างกายให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ซึ่งมีผลข้างเคียงคือ ไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้เกิดความมันส่วนเกินบนใบหน้ามากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งก็อาจทำให้เกิดปัญหารูขุมขนกว้าง และเกิดการอุดตันจนเป็นสิวได้ง่าย  

โปรเจสเตอโรน (Progesterone) 

จัดเป็นฮอร์โมนเพศหญิง เพราะมีหน้าที่ในการควบคุมการตกไข่ การมีประจำเดือน และการตั้งครรภ์ โดยปกติแล้วฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แต่หากโปรเจสเตอโรนลดต่ำลง (ในช่วงมีประจำเดือน) ก็จะทำให้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (เป็นฮอร์โมนเพศชาย แต่พบได้ทั้งในชายและหญิง) เพิ่มสูงขึ้น และเกิดสิวในที่สุด ทำให้ช่วงมีประจำเดือนหลายคนจึงมักมีปัญหาสิว    

คอร์ติซอล (Cortisol) 

เป็นฮอร์โมนที่ถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายเกิดสภาวะเครียด เช่น นอนดึก เกิดความเครียด คิดมาก วิตกกังวล ร่างกายเจ็บป่วย หรือช่วงที่มีการพักผ่อนน้อย เพื่อให้ร่างกายได้รับการฟื้นฟู เกิดความสดชื่น มีพลังมากขึ้น และคลายจากความเครียดเหล่านั้น ปกติคอร์ติซอลจะมีปริมาณสูงในช่วงเช้าและค่อย ๆ ลดลงในตอนเย็น ผลข้างเคียงของคอร์ติซอลที่สูงตลอดเวลาจะทำให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น เกิดความมันส่วนเกิน จนก่อให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวได้   

อินซูลิน (Insulin)

เป็นฮอร์โมนที่ถูกหลั่งออกมาเมื่อในเลือดมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินปกติ ซึ่งอินซูอินก็มีผลไปกระตุ้นแอนโดรเจนให้เพิ่มสูงขึ้น โดยในแอนโดรเจนจะประกอบไปด้วยหลายฮอร์โมน แต่มีเทสโทสเทอโรนที่มากที่สุด เทสโทสเทอโรนในแอนโดรเจนมีผลกระตุ้นต่อมไขมันให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและเพิ่มการผลิตน้ำมันออกมาที่ผิว ทำให้เกิดการอุดตันและเป็นสิวบนใบหน้า  

สิวฮอร์โมน

การรักษา สิวฮอร์โมน 

ใช้ยาแต้มสิว ที่มีตัวยาที่ช่วยทำให้สิวยุบตัวได้ดี อย่าง Benzoyl Peroxide, Topical Retinoid

ออกกำลังกาย ดื่มน้ำเยอะ ๆ และกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ จะช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้ดีขึ้นได้ 

พักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึกบ่อย ๆ หากิจกรรมที่ผ่อนคลายทำ และทำจิตใจให้แจ่มใส

สิว กรรมพันธุ์

หากรุ่นพ่อแม่เป็นสิวหรือมีสภาพผิวที่เกิดสิวได้ง่าย รุ่นลูกก็อาจมีโอกาสเป็นสิวได้ง่ายเช่นกัน เนื่องจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นพ่อแม่มาสู่รุ่นลูก สิวที่เกิดจากกรรมพันธุ์ส่วนใหญ่มักมาจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน สภาพผิวหน้า และลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ เช่น ขนาดและความกว้างของรูขุมขน 

การรักษาสิวจากกรรมพันธุ์

สอบถามพ่อแม่ว่า เคยมีสิวหรือไม่ ถ้ามีเคยเป็นหนักมากเท่าไหร่ แล้วใช้วิธีการรักษาแบบใดบ้าง 

ล้างหน้าให้สะอาด ใช้ยาแต้มสิว และพักผ่อนใหเพียงพอ

หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสิว เช่น การสัมผัสผิวหน้าบ่อย ๆ การแกะ บีบ หรือเค้นสิว 

สภาพผิวหน้า

ผิวมัน

เป็นสภาพผิวที่เกิดสิวได้ง่าย เพราะมีจำนวนต่อมไขมันมากกว่าผิวแบบอื่น รวมถึงขนาดต่อมไขมันก็อาจจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าด้วย เนื่องจากต่อมไขมันทำงานบ่อยกว่าผิวแบบอื่น ทำให้มักเกิดปัญหารูขุมขนกว้าง เกิดความมันส่วนเกินบนใบหน้า เกิดการอุดตันในรูขุมขน และเป็นสิวได้บ่อยมากกว่า 

การรักษาสิวในผิวมัน 

ใช้โฟมล้างหน้าที่ช่วยรักษาสิว ควบคุมความมัน และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ควบคู่กับการใช้ยาแต้มสิว ระหว่างเป็นสิวห้ามบีบ แกะ เกา หรือเค้นสิวเด็ดขาด เพราะจะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น 

หลีกเลี่ยงครีมบำรุงผิวหรือเซรั่มที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือเบสไขมัน เช่น สารสกัดน้ำมันจากธรรมชาติ หรือ ไขมันอื่น ๆ เพื่อลดการเกิดความมันส่วนเกินและลดการอุดตัน 

ผิวแห้ง

เป็นผิวที่เกิดสิวน้อย เนื่องจากมีต่อมไขมันน้อยและรูขุมขนค่อนข้างเล็ก แต่ก็อาจเป็นสิวได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงที่มีประจำเดือน ช่วงที่มีความเครียด หรือนอนดึกบ่อย ๆ

การรักษาสิวในผิวแห้ง

ใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะกับผิวแห้ง คือ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังใช้ หรือใช้ครีมล้างหน้าที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวสูง ควบคู่กับการใช้ยาแต้มสิว   

มาสก์ผิวหน้าเป็นประจำเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้น เพื่อลดการอักเสบของผิวที่อาจเกิดจากความแห้งกร้าน 

กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ดื่มน้ำเยอะ ๆ และหลีกเลี่ยงการนอนดึก 

ผิวผสม

ผิวผสม มักมีสิวขึ้นบ่อย ๆ ในส่วนที่เรียกว่า ทีโซน คือ บริเวณหน้าผาก จมูก และคาง เพราะเป็นบริเวณที่มีลักษณะคล้ายกับในผิวมันและมีจำนวนต่อมไขมันมากกว่าบริเวณอื่น จึงทำให้ผิวตรงส่วนนี้เกิดความมันส่วนเกิน เกิดการอุดตัน และเป็นสิว 

การรักษาสิวในผิวผสม 

ใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิวผสมคือ ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและควบคุมความมันได้ อาจใช้เป็นโฟมล้างหน้าที่ช่วยรักษาสิวพร้อมกับให้ความชุ่มชื้น หรือเจลล้างหน้าสูตรควบคุมความมัน คู่กับการใช้ยาแต้มสิว 

หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณทีโซน เพราะอาจทำให้เกิดการอุดตันมากขึ้น 

สครับผิวหน้าประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อผลัดเซลล์ผิวและสร้างความสมดุลให้กับผิวหน้า แต่อาจต้องเลี่ยงไม่สครับในบริเวณที่เป็นสิวอยู่      

สภาพผิวหน้า

ผิวแพ้ง่าย

ผิวบอบบางแพ้ง่าย สามารถเกิดสิวได้ง่ายจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็น มลภาวะ สารเคมี หรือการสัมผัสที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว เพราะบางครั้งในผิวแพ้ง่ายก็อาจเกิดสิวได้จากการแพ้โฟมล้างหน้าที่แรงเกินไป หรือแพ้ครีมบำรุงผิวที่มีสารก่อให้เกิดการระคายเคือง หรือการสัมผัสกับอากาศร้อนบวกกับมีฝุ่นควันมากจนผิวอักเสบก็ก่อให้เกิดสิวได้   

การรักษาสิวในผิวแพ้ง่าย 

ใช้โฟมล้างหน้าหรือคลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ให้ความชุ่มชื้น อ่อนโยนต่อผิว และต้องปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวด้วย ควบคู่กับการใช้ยาแต้มสิว

ใช้เซรั่มที่มีส่วนผสมมาจากสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง ไม่เกิดการอักเสบหรือระคายเคืองง่าย 

มาสก์ผิวหน้าประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและผ่อนคลายผิว  

ความมันบนใบหน้า

ความมันส่วนเกินบนใบหน้ามักก่อให้เกิดการอุดตัน เนื่องจากน้ำมันบนใบหน้าสามารถไหลเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้ง่าย อีกทั้งไขมันบนใบหน้ายังเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิว หรือ P. acne ด้วย จึงทำให้ผิวเกิดการอักเสบและเกิดเป็นตุ่มสิวขึ้นมา  

การรักษาสิวจากความมันบนใบหน้า 

ใช้คลีนเซอร์ที่ช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า ควบคู่กับการทายาแต้มสิว 

งดการแต่งหน้าออกไปก่อน หรือหากเลี่ยงไม่ได้ก็อาจจะแต่งหน้าแค่บาง ๆ พอ เพื่อลดความมันที่มาจากส่วนผสมในเครื่องสำอาง  

ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นที่ผิว เพราะถ้าผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ต่อมไขมันจะยิ่งผลิตน้ำมันออกมาที่ผิวมากขึ้น 

ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

ฝุ่นละออง

ฝุ่นละอองในอากาศที่เข้ามาจับอยู่บนผิวหน้า สามารถเข้าไปอุดตันในรูขุมขนได้ และหากมีความมันส่วนเกิน เชื้อแบคทีเรีย และรูขุมขนกว้างร่วมด้วย ก็ยิ่งทำให้เกิดฝุ่นละอองที่เป็นสิ่งสกปรกเหล่านั้นเข้าไปอุดตันและเกิดเป็นสิวได้เร็วยิ่งขึ้น 

การรักษาสิวจากฝุ่นละออง 

ใช้โฟมล้างหน้าที่เหมาะกับผิว ควบคู่กับยาแต้มสิว 

ใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังล้างหน้า เพื่อให้ผิวสะอาดมากขึ้น 

การอุดตัน

การอุดตันเกิดจากผิวของเราที่มีรูขุมขนบนใบหน้า โดยแต่ละคนก็จะมีความกว้างและจำนวนของรูขุมขนแตกต่างกันออกไปตามสภาพผิว กรรมพันธุ์ หรือปัจจัยอื่น ๆ เมื่อมีสิ่งสกปรกและ/หรือความมันส่วนเกิน (Sebum) เข้าไปสะสมในรูขุมขน ก็จะทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตันและอักเสบ จนเกิดเป็นสิวนั่นเอง 

การรักษาสิวจากการอุดตัน

ใช้คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอางและครีมกันแดดออกให้หมด แล้วล้างหน้าให้สะอาดด้วยคลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิว  

ใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังล้างหน้า เพื่อให้ผิวสะอาดมากยิ่งขึ้น 

เชื้อแบคทีเรีย 

เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวมีชื่อว่า P. acne หรือ   Propionibacterium acne เชื้อแบคทีเรียตัวนี้จะกินไขมันเป็นอาหาร โดยปล่อยเอนไซม์ไลเปส (Lipase) มาย่อยไขมันบนผิวจนเกิดเป็นกรดไขมัน (Fatty acid) ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ ซึ่งแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีในรูขุมขนที่มีไขมันและปราศจากออกซิเจน ทั้งนี้ P. acne ยังปล่อยเอนไซม์อย่าง โปรติเอส (Protease) และ ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) ซึ่งทำให้ผิวอักเสบและเกิดสิวด้วย 

การรักษาสิวจากเชื้อแบคทีเรีย 

ล้างหน้าให้สะอาดด้วยคลีนเซอร์ ที่ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  

ใช้ยาแต้มสิวที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย และช่วยลดการอักเสบ

ระหว่างนี้หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าและการบีบเค้นสิวไปก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อและสิวเห่อ  

แบคทีเรีย

สภาพอากาศ

ในช่วงหน้าร้อนหรือช่วงที่มีสภาพอากาศร้อน มักเกิดสิวได้บ่อยกว่าในสภาพอากาศอื่น เพราะแสงแดด ความร้อน และรังสีที่มาจากแสงแดด จะทำให้ผิวเกิดการอักเสบและระคายเคืองผิวได้ง่าย รวมถึงทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น และกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาที่ผิวมากขึ้นเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด 

การรักษาสิวจากสภาพอากาศ

ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ และทาครีมกันแดด เป็นประจำทุกวัน 

มาสก์หน้าเพื่อลดการอักเสบ และช่วยผ่อนคลายผิวจากความเครียด 

ใช้ยาแต้มสิวที่ไม่ไวต่อแสง หรือใช้ยาแต้มสิวเฉพาะกลางคืนเท่านั้น เพื่อลดการระคายเคืองผิวและลดการเกิดจุดด่างดำ 

เครื่องสำอางและสารกันแดด

ในเครื่องสำอางมักมีส่วนผสมของซิลิโคน สารที่มีเบสเป็นน้ำมัน สารกันแดด สารกันน้ำและเหงื่อ ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารเคลือบผิว ไม่ซึมลงสู่ผิว ทำให้อาจเกิดการอุดตันได้ง่าย ดังนั้นเราจึงต้องเช็ดเครื่องสำอางและครีมกันแดดออกจากผิวให้หมดก่อนที่จะล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ เพื่อป้องกันการเกิดสิว

การรักษาสิวจากเครื่องสำอางและสารกันแดด

ใช้คลีนซิ่งที่เหมาะกับผิวเช็ดเครื่องสำอางและครีมกันแดดออกให้หมดก่อนล้างหน้า 

ใช้โทนเนอร์เช็ดผิวให้สะอาดหมดจดหลังล้างหน้า เพื่อให้ผิวสะอาดมากยิ่งขึ้น

ใช้โฟมล้างหน้าที่สามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึกและอ่อนโยน

การติดเชื้อจาก การบีบ หรือ เค้นสิว 

การบีบเค้นสิวอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสิวหัวหนอง หากเราบีบเค้นสิวหัวหนองบ่อย ๆ ก็จะทำให้สิวขึ้นมากกว่าเดิม หรือที่เรียกว่า สิวเห่อ นั่นเอง การที่มีสิวเห่อทั่วทั้งใบหน้าจะทำให้สิวหายยากขึ้นและอาจเกิดรอยสิว หลุมสิวได้ง่ายขึ้นด้วย

การรักษาสิวจากการติดเชื้อ

งดการบีบ เค้น แกะ เกาหรือสัมผัสสิวอย่างเด็ดขาด เพื่อหยุดการติดเชื้อเพิ่มเติม 

ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ที่ช่วยรักษาสิวโดยเฉพาะ และต้องเป็นสูตรอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวด้วย

ใช้คลีนซิ่งก่อนล้างหน้าและใช้โทนเนอร์เช็ดผิวหลังล้างหน้า เพื่อทำความสะอาดผิวให้สะอาดที่สุด 

มาสก์หน้า 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อลดการระคายเคืองผิว 

งดการสครับผิวหน้าทุกรูปแบบ เพื่อลดการอักเสบและลดการติดเชื้อเพิ่มเติม 

อายุ

ในแต่ละช่วงวัยก็มีการเกิดสิวที่แตกต่างกันออกไป โดยแบ่งตามช่วงอายุได้ดังนี้

วัยเด็ก (อายุ 1-9 ปี)

วัยเด็กมีโอกาสเกิดสิวน้อย แต่ก็อาจเกิดขึ้นได้จากการอุดตันหรือสภาพอากาศ เช่น สิวผด ซึ่งอาจเกิดจากความอับชื้นในช่วงหน้าร้อน  

การรักษาสิววัยเด็ก 

ทำความสะอาดผิวให้สะอาดด้วยครีมอาบน้ำ หรือโฟมล้างหน้าสำหรับเด็ก

หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่อับชื้นหรือเปียกเหงื่อเป็นเวลานาน

เน้นใช้การรักษาแบบธรรมชาติ คือ ปล่อยให้หายไปเอง ห้ามใช้ยาแต้มสิวเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง หากเกิน 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น ให้พบแพทย์   

สิววัยรุ่น

วัยรุ่น (อายุ 10-22 ปี)

เป็นวัยที่พบปัญหาสิวบ่อยมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนสูง สิวในช่วงนี้มีมากมายหลายรูปแบบ แต่รูปแบบที่มักเป็นกันมากที่สุดก็จะเป็น สิวเสี้ยน สิวอุดตัน และสิวอักเสบ ในช่วงนี้จำเป็นต้องดูแลรักษาสิวให้ดีและควรมีการรักษาที่ถูกวิธี เพื่อไม่ให้เกิดรอยสิวและหลุมสิวตามมาทีหลัง

การรักษาสิวในวัยรุ่น 

ใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิว คู่กับใช้ยาแต้มสิว 

ลดการใช้ครีมบำรุงผิวหรือเซรั่มที่มีน้ำมันหรือเบสน้ำมันเป็นส่วนผสม 

ดื่มน้ำเยอะ ๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำ 

วัยผู้ใหญ่ (อายุ 23-60 ปี)

ในช่วงวัยนี้การเกิดสิวจะค่อย ๆ ลดลง แต่อาจจะเกิดขึ้นบ้างตามสภาพผิว การดูแลรักษา สภาพอากาศ หรือปัจจัยอื่น ๆ แต่จะไม่เยอะและไม่ขึ้นถี่เหมือนในวัยรุ่น แต่ถ้าใครยังคงมีสิวที่เกิดแบบเรื้อรังต่อเนื่องมาจากวัยรุ่น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้หายขาด  

การรักษาสิววัยผู้ใหญ่ 

ใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิว คู่กับใช้ยาแต้มสิว 

หลีกเลี่ยงการบีบหรือเค้นสิว เพราะในช่วงวัยผู้ใหญ่การสร้างเนื้อเยื่อใหม่จะน้อยลง ทำให้เกิดหลุมสิวได้ง่ายขึ้น

วัยผู้สูงอายุ (อายุ 61 ปีขึ้นไป)

ในวัยนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องสิวสักเท่าไหร่ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องริ้วรอยและความเหี่ยวย่นของผิวหนังเข้ามาแทน แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีตุ่มสิวที่เกิดจากการอุดตันของเซลล์ผิวที่ตายแล้ว อย่าง สิวอุดตัน และสิวเม็ดข้าวสาร ได้ เพราะในวัยนี้เซลล์ผิวจะเริ่มผลัดตัวออกยากมากขึ้น

การรักษาสิวในวัยผู้สูงอายุ

ใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิว คู่กับใช้ยาแต้มสิว 

สครับผิวสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อช่วยให้การผลัดเซลล์ผิวดีขึ้น

ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวมาก ๆ เช่น ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ มาสก์หน้า ทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เป็นต้น

อาหาร

อาหารบางชนิดก็ทำให้เกิดสิวได้ เช่น อาหารที่มีน้ำตาลสูง อย่าง แป้งขัดสี เค้ก น้ำอัดลม ช็อกโกแลตที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะน้ำตาลจะไปกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนอินซูลิน และอินซูลินก็ไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงขึ้นทำให้เกิดสิวได้ อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก ซึ่งโอเมก้า 6 มีฤทธิ์ทำให้ผิวอักเสบได้หากมีการบริโภคมากเกินไป นอกจากนี้ยังมีแอลกอฮอล์ ทีทำให้เกิดสิวจากร่างกายที่ขาดน้ำและความชุ่มชื้นเพื่อขับสารพิษออก และนมวัวหรือผลิตภัณฑ์จากนมวัวที่มีโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ช่วยในการเจริญเติบโตและไปกระตุ้นฮอร์โมนเพศให้เพิ่มสูงขึ้น   

การรักษาสิวจากอาหาร

ใช้คลีนเซอร์ที่เหมาะกับผิว คู่กับใช้ยาแต้มสิว 

งดอาหารทอด อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และกินอาหารที่มีประโยชน์ สดใหม่ ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ 

ยา

ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงก่อให้เกิดสิวได้ เช่น ยารักษาโรคภูมิคุ้นกัน (Azathioprine หรือ Imuran) คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ยากันชัก (Anticonvulsants) ยาเลิกสุรา (Disulfiram) เป็นต้น เพราะตัวยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดสิวได้ อย่างเช่น ไปกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมัน ทำให้เกิดความมันส่วนเกินมากขึ้น เกิดการอุดตัน และเกิดสิว 

การรักษาสิวจากการกินยา 

ดูแลผิวหน้าให้สะอาด ใช้คลีนเซอร์ที่ช่วยควบคุมความมันบนใบหน้า และใช้ยาแต้มสิว 

มาสก์หน้าเป็นประจำ เพื่อลดการระคายเคืองผิว

ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อให้ผิวหน้าชุ่มชื้น ลดการผลิตน้ำมันออกมาที่ผิว

กินอาหารที่มีประโยชน์และดื่มน้ำเยอะ ๆ 

สิวขึ้น

แพ้สารเคมี

มีสารเคมีหลายประเภทที่ทำให้เกิดสิวได้ เช่น สารลดแรงตึงผิวกลุ่มซัลเฟต (SLS และ SLES) สารในกลุ่มแอลกอฮอล์ (Ethanol, Alcohol, SD alcohol 30, SD alcohol 40) สารกันเสีย (Parabens, BHT และ Phenoxyethanol) สารสีสังเคราะห์และน้ำหอม ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ก็ตามที่มีสารเหล่านี้ผสมอยู่อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง อักเสบ และทำให้เกิดสิวได้ 

การรักษาสิวจากการแพ้สารเคมี

หยุดการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นทันทีเมื่อมีอาการสิวขึ้น ผิวหน้าอักเสบ บวมแดง หรือผดผื่นขึ้นบนใบหน้าหลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้น

งดการแต่งหน้า และงดการใช้ครีมกันแดด เพื่อลดอาการอักเสบ 

มาสก์ผิวให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย และลดอาการอักเสบ บวมแดง

ให้สิวหายเองตามธรรมชาติ ระหว่างนี้ให้ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนล้างหน้าและไม่ต้องลงครีมบำรุงมาก อาจลงเซรั่มที่ช่วยผ่อนคลายผิว ให้ความชุ่มชื้น และฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรง  

การรักษาสิวโดยทั่วไป

หากเป็นสิว ห้ามแกะ เกา บีบ หรือเค้นสิวเด็ดขาด เพราะจะทำให้สิวอักเสบกว่าเดิม และในบางครั้งอาจเกิดการติดเชื้อทำให้สิวเห่อและเกิดสิวซ้ำอีกได้ แนะนำให้อดทนให้สิวค่อย ๆ หายไปเอง 

งดการสครับหรือขัดผิวบริเวณที่เป็นสิวอยู่ไปก่อน เพราะจะทำให้สิวเกิดการอักเสบมากกว่าเดิม หรืออาจเกิดแผลที่สิวได้ และบางครั้งอาจทำให้สิวเกิดการติดเชื้อและเห่อขึ้นทั่วทั้งใบหน้าได้ 

หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจก่อให้เกิดรอยสิวหรือแผลเป็นจากสิว เช่น การบีบสิว การใช้ยาแต้มสิวในตอนกลางวัน ซึ่งยาแต้มสิวบางชนิดมีผลข้างเคียงคือ ไวต่อแสงแดด (เช่น ยาแต้มสิวที่มีส่วนผสมของ Retinoic Acid) ทำให้เกิดการกระตุ้นเมลานินมารวมกันที่จุดสิวนั้น จึงเกิดเป็นรอยสิวทิ้งไว้หลังสิวหาย 

หลังสิวหาย หากเกิดรอยแผลเป็น รอยดำ รอยแดง หรือจุดด่างดำที่เกิดจากสิว แนะนำให้ใช้ครีมลดรอยสิว เพื่อให้รอยสิวหายไป

ใช้ยาแต้มสิวที่เหมาะกับสิวนั้น ๆ เช่น 

สิวอุดตัน

ใช้ Azelaic acid ลดการอักเสบของผิว ลดการอุดตัน และช่วยละลายสิวอุดตัน 

สิวอักเสบ

ใช้ Topical retinoids ช่วยทำให้หัวสิวหลุดออกมา ลดการอักเสบ ช่วยผลัดเซลล์ผิว 

สิวหัวหนอง

ใช้ 2.5-10% benzoyl peroxide ต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยให้สิวยุบตัว 

สิวหัวช้าง ใช้ Clindamycin ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย

วิธีป้องกันสิว 

วิธีป้องกันสิว

สิว สามารถป้องกันไม่ให้เกิดได้ หากเรารู้จักวิธีการดูแลรักษาผิวให้ห่างไกลสิวอย่างถูกวิธี โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้า

เพราะจะทำให้เกิดการอุดตันและผิวอักเสบ

งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ

หรือมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหรือมีส่วนผสมที่รุนแรงต่อผิว 

งดทานอาหารที่มีน้ำมันมาก

เช่น อาหารทอด รวมถึงอาหารที่มีน้ำตาลสูง และแอลกอฮอล์ด้วย

เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าอยู่เสมอ

อย่าทำให้ผิวหน้าแห้งกร้านหรือขาดความชุ่มชื้น เพราะจะทำให้เกิดความมันส่วนเกินมากขึ้น 

หากแต่งหน้าจำเป็นต้องใช้คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอางและครีมกันแดดออกให้หมดก่อนเสมอ

เพื่อป้องกันสารเคลือบผิวในเครื่องสำอางและครีมกันแดดจับตัวกันและเข้าไปอุดตันอยู่ในรูขุมขน 

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ทำให้จิตใจให้แจ่มใส เพื่อปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายให้เป็นปกติ 

ดื่มน้ำสะอาด

ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้วเพื่อให้ผิวของคุณคงความชุ่มชื่นอยู่เสมอ

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general