เคล็ดไม่ลับ! เพิ่ม คอลลาเจน ให้ผิว

หลายคนคงสงสัยว่าการทำให้ผิวสุขภาพดีนั้นมีวิธีอย่างไร

ถ้าหากบอกว่าการเพิ่มระดับปริมาณ คอลลาเจน ในร่างกายจะช่วยให้เรามีสุขภาพผิวที่ดีและแข็งแรงขึ้นได้ แล้วมีวิธีใดบ้างที่ช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็การทาครีม หรือ เลือกทานอาหารเสริมคอลลาเจนสกัดซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือกในปัจจุบัน แต่ว่าโมเลกุลของคอลลาเจนนั้นใหญ่กว่าเซลล์ผิว

ดังนั้น ตัวเลือกการทาครีมที่มีคอลลาเจนผสมอาจเห็นผลไม่เร็วเท่าครีมบำรุงผิวที่ผสมวิตามินซี หรือวิตามินเอ ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้นได้ หรือเราอาจเลือกทานอาหารที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้มากขึ้นเองตามธรรมชาติ  เช่น อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และกรดอะมิโนที่จำเป็น

นอกจากนี้ ยังมีวิธีการเพิ่มระดับคอลลาเจน เพื่อสุขภาพผิวที่ดีแบบอื่นอีกหรือไม่ เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

เคล็ดไม่ลับ! เพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

คอลลาเจนส่งผลอะไรต่อร่างกายบ้าง?

เพิ่มระดับคอลลาเจน

สิ่งที่คอลลาเจนส่งผลต่อร่างกายนอกจากเรื่องสุขภาพผิว ยังมีผลในด้านสุขภาพโดยตรง เช่น ในส่วนของข้อต่อต่าง ๆ กระดูก เล็บ เส้นผม ระบบการไหลเวียนของกระแสเลือดที่สูบฉีดเข้าสู่หัวใจ และสมอง เป็นต้น

ดังนั้น ระดับคอลลาเจนเป็นส่วนสำคัญที่จะละเลยไม่ได้เมื่อมองในมุมของสุขภาพค่ะ

การเสริมคอลลาเจนให้ร่างกายนั้นไม่ใช่เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งสำคัญเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงด้วย หากเลือกคอลลาเจนในรูปแบบอาหารเสริมมากินควรศึกษาข้อมูลและเลือกให้ดีก่อนนะคะ

วิธีเพิ่มคอลลาเจนแบบธรรมชาติ

การเพิ่มระดับคอลลาเจนให้พอดีกับปริมาณที่ร่างกายต้องการ ไม่ว่าจะเป็น การทานอาหารที่มีคอลลาเจน หรือ ทานอาหารเสริม คอลลาเจน

ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนด้วยตนเองได้ เช่น วิตามิน หรือ สมุนไพรตามธรรมชาติค่ะ

ทั้งนี้ต้องไม่ลืมที่จะปกป้องผิวจากรังสี UV ตัวการสำคัญที่ทำร้ายลึกลงไปถึงผิวชั้นในได้นะคะ เรามาดูกันค่ะว่าอะไรที่ช่วยบำรุง และ เพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ร่างกายได้บ้าง

ไฮยารูลอนิก (Hyaluronic acid) 

 กรดไฮยารูลอนิกมีความสำคัญอย่างไรต่อผิว? 

  • ช่วยรักษาความชุ่มชื้น  
  • ช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัย เพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวกระจ่างใส เรียบเนียน ทำให้ผิวไม่แห้ง 
  • ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ 

อันที่จริงในช่วงวัยเด็กจนถึงช่วงอายุ 20 ปลาย ๆนั้น ร่างกายของเราสร้างกรดไฮยารูลอนิกได้เองค่ะ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอายุมากขึ้นยิ่งผ่านช่วงอายุ 30 ปีไปแล้ว ร่างกายไม่สามารถผลิตกรดไฮยารูลอนิกได้ดีเหมือนก่อน ทำให้ปัจจุบันนิยมใช้กรดไฮยาลูรอนิกสังเคราะห์

รวมถึงการสกัดสารจากธรรมชาติร่วมด้วยมีให้เลือกใช้ในหลายรูปแบบเช่นกัน อย่าง :

  • ครีม เซรั่ม ทาหน้า
  • ไฮยารูลอนิกในรูปแบบของการฉีดเข้าไปในผิว
  • สกัดจากต้นข้าวสาลี
  • แผ่นมาร์สกหน้า
  • อาหารเสริม คอลลาเจน แบบรับประทาน

วิตามินซี (Vitamin C)

ปกติแล้วปริมาณวิตามินซีที่เหมาะกับร่างกายอยู่ที่วันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวันค่ะ เพื่อช่วยในเรื่องของภูมิต้านทานร่างกายและการบำรุงผิว

สำหรับผู้ที่ไม่สบาย เป็นหวัด หรือภูมิแพ้บ่อย ๆ ควรทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น 

ทานวิตามินซีเพื่อผิวสวย กับ ทานวิตามินซีเพิ่มภูมิต้านทาน

การทานวิตามินซีเพื่อบำรุงให้ผิวสวย และเสริมสร้างคอลลาเจนให้แข็งแรง โดยทั่วไปต้องทานวิตามินซีในปริมาณถึง 1,000 มิลลิกรัมต่อวันขึ้นไป ซึ่งมากกว่าการป้องกันโรคหวัด

แนะนำว่าควรเป็นวิตามินซีที่สกัดจากธรรมชาติ ซึ่งหากเป็นการรับวิตามินซีในปริมาณที่สูง จะให้ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนค่ะ

ทานวิตามินซีอย่างไรให้ได้คุณค่าสูงสุด

  • ควรทานพร้อมอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น
  • เพื่อบรรเทาอาการเป็นหวัดควรทานวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 เวลา 
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน ควรทานวิตามินซีวันละ 1,000 มิลลิกรัม เพราะวิตามินซีจะเข้าไปช่วยลดสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยลดการอักเสบของหลอดเลือดค่ะ
  • เพิ่มประสิทธิภาพวิตามินซี ด้วยการทานเสริมร่วมกับแคลเซียม และ แมกนีเซียมร่วมด้วย 

อโลเวร่า เจล (Aloe Vera Gel)

อโลเวร่า เจล มาจาก “ว่านหางจระเข้” นั่นเองค่ะ

ถ้าพูดถึงว่านหางจระเข้ เรามักจะนึกถึงสรรพคุณในการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลสด ช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน ใช้ทาเพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ

นอกจากสรรพคุณดังกล่าวแล้ว ยังมีประโยชน์ของว่านหางจระเข้อื่น ๆ อีกค่ะ

อโลเวร่า เจล สามารถช่วยเพิ่มปริมาณคอลลาเจนในร่างกายได้อย่างไรบ้าง

  • น้ําว่านหางจระเข้ มีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่ชรา และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค
  • ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมไปถึงกรดอะมิโนอีกหลายชนิดที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวหน้าและผิวกายชุ่มชื้น และป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เพียงแค่ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้นำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้าหรือบริเวณผิวที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้นสดใสและดูเต่งตึงขึ้น 
  • เจลว่านหางจระเข้มีเอนไซม์บางชนิดที่ช่วยทำความสะอาดผิวได้เป็นอย่างดี และหากคุณนำไปใช้ขัดผิว มันก็จะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วโดยที่ยังคงรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ว่านหางจระเข้สามารถช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวและป้องกันไม่ให้ผิวมันไปด้วยในตัว 
  • พืชชนิดนี้ช่วยให้ผิวของคุณกลับมาดูอ่อนเยาว์ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิว ริ้วรอยที่ผิวมักเกี่ยวกับการขาดน้ำ หากเราเติมน้ำให้ผิวก็จะทำให้ผิวยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยทำให้อโลเวร่า เป็นที่นิยมนำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวค่ะ

โสม (Ginseng) 

โสม มีคุณสมบัติมากมายจึงถูกเรียกว่า “Adaptogen” (สารที่ช่วยปรับตัวให้ร่างกายมีประสิทธิภาพตามต้องการ) ในประเทศไทยนิยมทานโสมเป็นยาบำรุง จึงนับว่าเป็นสมุนไพรที่มีราคาค่อนข้างแพงค่ะ

ประโยชน์ของโสม เพื่อการบำรุงผิว

  • โสมสามารถทำลายอนุมูลอิสระช่วยให้เนื้อเยื่อเสื่อมช้าลงนั่นเองค่ะ ประกอบกับคุณสมบัติเป็นตัวปรับสภาพให้ร่างกายและจิตใจให้มีความสมดุล ดังนั้นโสมจึงช่วยให้ชะลอความแก่ลงได้
  • โสมช่วยดูแลคอลลาเจนในผิวชั้นกลางทำให้ผิวหน้าดูกระชับเต่งตึง 
  • ช่วยกระตุ้นเซลล์ใต้ผิวหนังรอบดวงตาให้แข็งแรงขึ้น จึงสามารถช่วยแก้ปัญหารอยดำหมองคล้ำใต้ดวงตา ลดอาการบวมของถุงใต้ตา ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวรอบดวงตาให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นกว่าเดิม
  • ช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิตบริเวณใต้ผิวหนัง ช่วยให้รูขุมขนเล็กลง
  • ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ให้เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ใช้ล้างหน้า รักษาสิวอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ที่มีส่วนสำคัญในการผลิตเม็ดสีผิว โสมจึงช่วยทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส มีเลือดฝาด
  • ในรากโสมมีสารสำคัญคือ จินเซนโนไซด์และฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อผิวมากมาย
  • ช่วยในการฟื้นฟูผิวรวมถึงซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เป็นตัวการสำคัญช่วยกระตุ้นผิวให้ดูเปล่งปลั่ง นำความชุ่มชื้นให้กับผิว และรักษาความสมดุลของผิวค่ะ

สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)

สารต้านอนุมูลอิสระ มีหน้าที่เป็นเกราะปกป้องและช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวเมื่อผิวถูกมลภาวะ หรือสารอนุมูลอิสระทำร้าย ซึ่งเป็นปัจจัยของการเกิดริ้วรอย และผิวแก่ก่อนวัย

เราสามารถรับมือได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) แล้วสามารถหาสารต้านอนุมูลอิสระได้ที่ไหนบ้าง

สารต้านอนุมูลอิสระ นั้นสามารถพบได้ใน วิตามินซี, วิตามินอี สารสกัดจากเมล็ดองุ่น โกจิเบอร์รี่ หรือ โคเอนไซม์Q10 เป็นต้น ซึ่งช่วยให้คอลลาเจน อีลาสติน และหลอดเลือดฝอยไม่ถูกทำลายค่ะ มีการวิจัยว่าทานคอลลาเจนคู่กันกับสารต้านอนุมูลอิสระในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้การสลายตัวของคอลลาเจนลดลง และช่วยให้คอลลาเจนในร่างกายมีปริมาณมากขึ้นทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น และดูอ่อนกว่าวัยค่ะ

เรตินอล  (Retinol)

Retinol มักจะรู้จักกันดีในชื่อ วิตามินเอ  ซึ่งเรตินอล เป็นส่วนผสมที่ใช้แล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงต่อผิวเราได้ชัดเจน วิตามินเอเป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์และคอลลาเจน จึงเป็นส่วนผสมยอดฮิตที่พบในสกินแคร์หลาย ๆ ตัวค่ะ

เมื่อเรตินอลซึมเข้าสู่ผิวชั้นในแล้วก็จะแปรสภาพตัวเองเป็นกรดเรติโนอิก อันที่จริงผลที่ได้จึงไม่แตกต่างจากการใช้กรดวิตามินเอมากนัก เพียงแต่เรตินอลจะระคายเคืองผิวน้อยกว่าวิตามินเอค่ะ

เรตินอลมีประโยชน์ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดีอย่างไร

  • เรตินอลช่วยเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ให้เร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเซลล์คอลลาเจนที่เสียหาย ผิวจึงดูเรียบเนียนขึ้น ดูกระจ่างใสขึ้น นอกจากนี้ยังลดการสร้างน้ำมันใต้ชั้นผิว จึงเหมาะสำหรับการรักษาสิวอุดตันด้วยค่ะ
  • เรตินอล สามารถลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ร่องรอยความเสียหายจากดวงอาทิตย์ จุดดำ หลังจากใช้ต่อเนื่องทุก ๆ วัน เรตินอล ยังทำหน้าที่ในการป้องกันการมาเยือนของริ้วรอยได้อีกด้วยละค่ะ 
  • เมื่อใช้เรตินอลกับผิว ร่างกายจะดูดซึม แตกตัว และเปลี่ยนเรตินอลเป็นกรดเรติโนอิก ซึ่งองค์ประกอบนี้สามารถส่งผลต่อโครงสร้างเซลล์ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยทันทีนะคะ เมื่อเราใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของเรตินอล ควรใช้หลายครั้ง ใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เรตินอลเปลี่ยนสภาพเป็นกรดเรติโนอิกเพื่อกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิว

นวัตกรรมแสงสีแดงบำบัด (Red Light Therapy )

ปัจจุบันเกิดนวัตกรรมเพื่อการดูแลผิวขึ้นมากมาย หนึ่งในนั้นคือการใช้แสงบำบัดโดยเฉพาะแสงสีแดงซึ่งสามารถซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ลึกถึง 8 – 10 มิลลิเมตรค่ะ

ทำไมต้องเป็นแสงสีแดง? เพราะว่าแสงสีแดงสามารถซึมสู่ผิวหนังได้ดีกว่าแสงสีอื่นค่ะ  และเมื่อเข้าไปสู่ผิวชั้นในแล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินได้ ช่วยให้ผิวเรียบเนียนและกระชับ และช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้นอีกด้วยละค่ะ

จึงถือเป็นตัวช่วยที่ดีและเป็นอีกทางเลือกในการกระตุ้นให้ผิวมีสุขภาพดี วิธีนี้ไม่ต้องทาน หรือดื่มคอลลาเจน แต่อาศัยแสงบำบัดลงไปสู่ผิวเพื่อกระตุ้นโดยตรงเลยค่ะ

ประโยชน์ของการบำบัดด้วยแสงสีแดงสำหรับผิวของคุณ

  • เพิ่มความยืดหยุ่นและแข็งแรงให้แก่เส้นผม มีผลต่อสุขภาพและความแข็งแรงของกระดูกและข้อ
  • แสงสีแดงบำบัดมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งบรรเทาอาการปวดข้อมือ ปวดไหล่ ปวดคอ และอาการเมื่อยล้า ช่วยแก้ปัญหากล้ามเนื้อมัดลึก ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • แสงสีแดงนี้ยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ
  • การบำบัดด้วยแสงสีแดงแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 15 นาที ซึ่งไม่เจ็บปวด และมีความปลอดภัย เพราะหลอดไฟที่ใช้นั้นปราศจากรังสีอัลตราไวโอเลต UVA/UVB และ UVC

ปกป้องผิวจากสภาพแวดล้อม ( Protect the Skin from the Environment )  

แน่นอนว่าสภาพแวดล้อมและ มลภาวะ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เซลล์ผิวเสื่อมไวขึ้น ทั้งควัน ฝุ่น และ แสงแดด

เมื่อเราบำรุงผิวให้แข็งแรงแล้ว ทำอย่างไรจะป้องกันผิวให้ยังมีสุขภาพดีต่อไปหลังจากเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้กับผิวแล้วถ้าไม่อยากให้ผิวเสียมากไปกว่านี้ รีบมาดูวิธีปกป้องผิวจากมลภาวะ เอาไว้กันดีกว่านะคะ

วิธีปกป้องผิวจากมลภาวะ

  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง เพราะ ฝุ่น ควันรถ ควันบุหรี่ เป็นต้น เพราะถ้าหากเราไปอยู่ในสถานที่นั้นนาน ๆ มลพิษทางอากาศก็จะเข้าสู่ผิวของเราได้มากกว่าปกติ
  • อย่าละเลยการทำความสะอาดผิว ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าให้เหมาะสม อ่อนโยน และไม่ระคายเคืองต่อผิวด้วย อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดใบหน้าแบบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารที่ทำให้ผิวแห้งตึง ซึ่งแนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบที่มีค่า pH 5 ที่ใกล้เคียงกับค่า pH ตามธรรมชาติของผิว เพราะจะทำให้ผิวไม่ระคายเคืองค่ะ
  • เลือกใช้สกินแคร์ที่ช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะ การเลือกใช้สกินแคร์ที่จะช่วยปกป้องผิวจากมลภาวะก็เป็นสิ่งที่สำคัญนะคะ ควรเลือกสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี วิตามินซี เพราะจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้กับผิวและป้องกันไม่ให้มลพิษเข้าไปทำร้ายผิวของเรา นอกจากนี้ควรเลือกสกินแคร์แบบที่มี Anti-pollution ด้วยเพราะจะช่วยเป็นเกราะป้องกันผิวจากมลภาวะอีกชั้นหนึ่งค่ะ
  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ยิ่งผิวของเรามีความชุ่มชื้นมากเท่าไร เกราะป้องกันผิวก็จะยิ่งแข็งแรง ทนทานต่อมลภาวะและสิ่งแปลกปลอม ได้มากขึ้นเท่านั้นค่ะ ดังนั้นเราควรหมั่นบำรุงผิวอยู่เสมอ ด้วยการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ผสมมอยส์เจอไรเซอร์ทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืน เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ในผิวและซ่อมแซมผิวค่ะ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่ดีต่อผิว อย่าลืมปกป้องผิวจากภายในด้วยการพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง พร้อมกับทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว เช่นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระค่ะ เช่นผัก ผลไม้หลากสี รวมไปถึงอาหารที่มีวิตามินเอและซีสูง เพราะอาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวให้เราพร้อมกับการออกไปเจอกับมลภาวะในแต่ละวันได้ค่ะ

จากการศึกษาข้อมูล การเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว สามารถหาได้จากอาหารเพิ่มคอลลาเจน เช่น อาหารที่มีวิตามิน และ แร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากขึ้น

หรือสำหรับบางคนอาจจะต้องอาศัยอาหารเสริมคอลลาเจนร่วมด้วย สามารถเลือกทานได้หลังจากเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ร่างกายอย่างเพียงพอแล้ว เราต้องไม่ลืมที่จะดูแลป้องกันสภาพผิวให้ดีต่อไปด้วยนะคะ เพื่อรักษาประสิทธิภาพของคอลลาเจนในร่างกายไว้

หวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลหนึ่งที่ช่วยทุกคนให้เลือกทานอาหารที่มีส่วนประกอบของคอลลาเจน หรือเลือกทานอาหารเสริมคอลลาเจนที่ตอบโจทย์สำหรับร่างกายได้ค่ะ

We will be happy to hear your thoughts

      Leave a reply

      Top Skin Care Products
      Logo
      Enable registration in settings - general